
เข็นตั้ง "สภาการก่อสร้าง" ยกเครื่องไทยแข่งอาเซียน
การจัดตั้งสภาการก่อสร้างขึ้นนั้น จะเป็นการออกกฎระเบียบข้อบังคับสำหรับบริษัทก่อสร้างไทย
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปีนี้ ประเมินกันว่าทั้งงานก่อสร้างภาครัฐและภาคเอกชน จะใกล้เคียงกับปีก่อนกว่า 9 แสนล้านบาท ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น วัสดุก่อสร้าง ภาคแรงงาน ที่มีผู้รับเหมาก่อสร้างในงานภาคเอกชนและภาครัฐบาลไม่ต่ำกว่าหมื่นราย จึงต้องเร่งสร้างมาตรฐานของวงการก่อสร้างไทยให้เกิดขึ้น เพื่อรับมือกับการแข่งขันโดยเฉพาะในระดับอาเซียนที่จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น
สังวรณ์ ลิปตพัลลภ นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าว่า ภารกิจสำคัญของสมาคมในเวลานี้ คือ ต้องเร่งผลักดันให้เกิดสภาการก่อสร้างไทย หรือร่าง พ.ร.บ.ก่อสร้างฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูล คาดว่าจะสำเร็จภายในรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมั่นใจว่ากฎหมายสำคัญในหลายๆ ด้านจะถูกแก้ไขและผลักดันให้เกิดขึ้นได้เร็ว ซึ่งภาคการก่อสร้างของไทยถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ
“ที่ผ่านมา ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ผู้ประกอบการก่อสร้างปี 2522 แต่ไม่มีใคร หรือหน่วยงานใดของภาครัฐหยิบยกขึ้นก่อตั้งให้เป็นสภาที่จะมีทั้งการส่งเสริมและการควบคุมในธุรกิจ ทางสมาคมนั้นมีแนวคิดผลักดันให้เกิดมานานกว่า 10-20 ปีแล้ว โดยเชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ ซึ่งอาจจะอยู่ในการกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม” สังวรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างจะถูกแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาการคอร์รัปชั่น เป็นการลดความฟุ่มเฟือยในอุตสาหกรรมนี้ โดยทราบมูลค่าของงานที่มีความชัดเจน เช่น หากจะก่อสร้างโรงงาน โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า จะรู้ถึงต้นทุนกลาง ใช้งบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น เพิ่มคุณภาพของงานก่อสร้าง แก้ปัญหาสัญญาการก่อสร้างที่ไม่เป็นธรรม จะสามารถแก้ปัญหาแรงงานก่อสร้างอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ การจัดตั้งสภาการก่อสร้างขึ้นนั้น จะเป็นการออกกฎระเบียบข้อบังคับสำหรับบริษัทก่อสร้างไทย เนื่องจากเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว แต่ละประเทศจะเปิดกว้างมากขึ้นก็ตาม แต่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น ต่างก็มีตรงนี้เป็นด่านสำคัญในการกำกับดูแลและปกป้องบริษัทในประเทศของตนเอง ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มี
สำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษเช่นเดียวกัน ก็คือ ผู้ประกอบการไทยจะถูกบริษัทต่างชาติเข้ามาแย่งงานทำ เพราะฉะนั้นหากมีสภาการก่อสร้างก็จะช่วยให้สามารถปกป้องบริษัทก่อสร้างของไทยได้ นโยบายด้านยุทธศาสตร์ของสภาการก่อสร้าง ประกอบด้วย การสนับสนุนให้บริษัทก่อสร้างไทยเติบโตตามลำดับจากเล็กไปกลาง กลางไปใหญ่ และปกป้องและเสริมสร้างให้กฎหมายมีความแข็งแรง ซึ่งการเกิดสภาก็จะทำให้เราสามารถก้าวเข้าสู่เวทีอาเซียนได้อย่างแข็งแกร่ง
“การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นถือว่าไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะจากการที่ผมอยู่ในวงการรับเหมามานาน 40 ปี รู้ว่าบรรดาผู้รับเหมาไม่ต้องการที่จะออกไปรับงานก่อสร้างไกลจากบ้าน เนื่องจากออกไปรับงานไกลก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเดินทาง ยิ่งทำงานข้ามประเทศนั้นมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง หากไม่ศึกษาให้ดีก็อาจจะเสียเปรียบได้” สังวรณ์ กล่าว
ขณะที่การก่อสร้างในไทย หากเป็นงานก่อสร้างที่ไม่ใช้เทคโนโลยีในการก่อสร้างสูง หรือมีมูลค่างานก่อสร้างระหว่าง 100-500 ล้านบาท ปัจจุบันแทบจะไม่มีบริษัทข้ามชาติเดินทางเข้ามารับงานแล้วหรือมีบริษัทจอยเวนเจอร์กับผู้ประกอบการไทยก็ไม่สน เนื่องจากงานดังกล่าวมีมูลค่าค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่จะเลือกเฉพาะงานที่ใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างขั้นสูง มูลค่างานหลักพันล้านบาทขึ้นไปจึงจะรับงาน
“ในอดีต จะเห็นได้ว่า การก่อสร้างอย่างทางด่วนจะต้องมีการร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นในการก่อสร้าง แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะเทคโนโลยีรูปแบบนี้ บริษัทไทยอย่างอิตาเลียนไทยฯ สามารถดำเนินการก่อสร้างเองได้ จะเห็นในการก่อสร้างขั้นสูง เช่น งานก่อสร้างรถไฟใต้ดิน ที่ ช.การช่าง ร่วมมือกับผู้รับเหมาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น” สังวรณ์ ระบุ
ทางด้านภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปีนี้ ยังถือว่าทรงตัว ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ซึ่งงานเฉพาะในส่วนภาครัฐนั้นมีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท ที่ออกมาจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหลายเส้นทาง รถไฟทางคู่ สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 และโครงการมอเตอร์เวย์ ส่วนต่อขยาย เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง รวมไปถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็น จีน ยุโรปและสหรัฐ ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างไม่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะเหล็กเส้นจากก่อนหน้าราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 19 บาท/กก. ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 14 บาท/กก.
ขณะที่ก่อนหน้านี้ หน่วยงานภาครัฐอย่างกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้กำหนดให้การประมูลงานภาครัฐต้องผ่านขั้นตอน อี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ต ซึ่งถือว่ามีผลตอบรับที่ดีจากบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้าง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาขลุกขลักบ้าง เนื่องจากเป็นการปรับระบบประมูลงานใหม่ มีงานออกมาพร้อมกันจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกันไม่ต่ำกว่า 400-500 งาน ในเวลาเดียวกัน
สังวรณ์ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันมีสิ่งท้าทายเกิดขึ้นอย่างมากมาย บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเป็นจะต้องศึกษาและรู้จริงในสิ่งที่กำลังปฏิบัติ ทั้งข้อมูลและต้นทุน ที่สำคัญคือความมุ่งมั่นและจริงจังในการรับงาน เพราะเมื่อผลงานก่อสร้างออกมาดี ก็จะเกิดการบอกต่อ หรืองานใหม่ที่จะได้รับต่อเนื่องก็จะมีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย







