posttoday
จีดีพีต่ำ3%คอนโดแย่

จีดีพีต่ำ3%คอนโดแย่

16 มิถุนายน 2558

อสังหาฯ หวั่นจีดีพีปีนี้โตไม่ถึง 3% กระทบคอนโดใหม่ ชี้ครึ่งปีหลังแบงก์เข้มให้กู้-เอกชนระวังลงทุน

อสังหาฯ หวั่นจีดีพีปีนี้โตไม่ถึง 3% กระทบคอนโดใหม่ ชี้ครึ่งปีหลังแบงก์เข้มให้กู้-เอกชนระวังลงทุน

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวในงานสัมมนา “รวมพลังสร้างสรรค์ สู่ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง สังคมยั่งยืน” ว่า จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังน่าเป็นห่วง ซึ่งหากครึ่งปีหลังไม่มีปัจจัยบวกที่กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ อาจเป็นผลให้จีดีพีของประเทศปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 3% จากที่เคยมีการคาดการณ์กันว่า จีดีพีในปีนี้จะขยายตัวถึง 5% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจในต่างจังหวัดหดตัวมากจากการที่รายได้เกษตรกรติดลบ เพราะราคาพืชผลยังตกต่ำต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบกับภาพรวมของธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบมาก เพราะกำลังซื้อไม่เพียงแต่ชะลอตัว แต่หายไปเลย ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดชะลอตัวมาก ส่วนตลาดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแม้จะยังไปได้ แต่ก็น่าเป็นห่วง เพราะไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนเท่านั้น แต่คนที่มีกำลังซื้อบางส่วนยังชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพราะกังวลเรื่องระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ตลาดคอนโดมิเนียมถือว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะมีซัพพลายใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่องท่ามกลางตลาดชะลอตัว โดยตลาดดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ผู้ประกอบการต้องเปิดตัว เพื่อผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ได้เปิดเพราะตลาดเรียกร้อง กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะตลาดจะตอบรับน้อย ส่วนกลุ่มที่ตลาดมีความต้องการก็จะยังมียอดขายที่ดี

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในครึ่งปีหลังซัพพลายใหม่ๆ จะเข้าสู่ตลาดไม่มากนัก เพราะผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน ในฐานะผู้ให้สินเชื่อพัฒนาโครงการจะมีความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงให้กับตัวเอง สะท้อนได้จากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเริ่มปรับแผนในการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

นายอธิป กล่าวว่า การดึงกลุ่มทุนต่างชาติมาไทย ก็จะเป็นแนวทางที่ช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจได้ โดยนักลงทุนต่างชาติยังมองไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่จะทำอย่างไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ทุนกลุ่มนี้เข้ามาลงทุน ส่วนเวลานี้ภาคท่องเที่ยวกับธุรกิจบริการของไทยมีความโดดเด่นมาก เป็นภาคธุรกิจที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“แต่ระบบโลจิสติกส์ยังต้องปรับตัวอย่างมาก ในเรื่องการลดต้นทุนขนส่งสินค้า จากแหล่งผลิตไปถึงมือผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาต้นทุนขนส่งของไทยค่อนข้างสูงมาก ซึ่งการลงทุนระบบรางของภาครัฐถือเป็นทางออกที่ดีที่จะแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวได้” นายอธิป กล่าว

ขณะที่การผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แรงงานก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ซึ่งระบบการศึกษาของไทยที่ภาพรวมยังถือว่าไม่ดีมาก เป็นผลจากภาครัฐอาจให้ความสำคัญกับบทบาทครูน้อยเกินไป ควรเพิ่มฐานเงินเดือนและสวัสดิการของครูให้ดีขึ้น รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพมีความต้องการเป็นครู เพื่อทำหน้าที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ไทยแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม กล่าวว่า การที่ประเทศตั้งความหวังในการแสดงศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศนั้น จากผลการสำรวจของเวิลด์แบงก์ พบว่า ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆ ของเอเชียนั้น ไทยอยู่ในอันดับที่ 5 รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และไต้หวัน ตามลำดับ

“ดัชนีวัดความสามารถแต่ละประเทศจะดูจาก 1.ภาครัฐเอื้อให้เริ่มต้นทำธุรกิจได้สะดวก 2.การขอพื้นที่ในการก่อสร้าง 3.การขอใช้ไฟฟ้า 4.การจดทะเบียนทรัพย์สิน 5.การขอสินเชื่อ 6.การคุ้มครองผู้ลงทุน 7.การชำระภาษี 8.การค้าระหว่างประเทศ 9.การบังคับคดี 10.การแก้ปัญหาล้มละลาย”นางศุภจี กล่าว

หลักเกณฑ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการเข้าไปเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจใหม่มีโอกาสในการเกิดมากขึ้น รวมทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาระบบทำงานของหน่วยงานราชการให้เป็นไปได้เร็วขึ้น ก็จะช่วยให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานมากขึ้น

“การปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐและหน่วยงานราชการเป็นไปอย่างยุติธรรม ทั้งยังสามารถทำงานได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องเริ่มจาก 1.การพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ ประสิทธิภาพ ความสามารถและคุณธรรม 2.เข้าถึงได้ง่าย ทำงานสะดวกและเสร็จอย่างรวดเร็ว 3.ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อใจและวางใจ กระบวนการทำงานให้โปร่งใสและยุติธรรม”นางศุภจี กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน