
โฮมออฟฟิศ เฉียบ...เรียบง่าย สไตล์ พรเดช จันทวานิช
ฉบับนี้สถาปนิกและมัณฑนากร อาร์ม-พรเดช จันทวานิช เปิดออฟฟิศเอ็มเอ สไตล์มินิมัลลิสต์ ซอยรางน้ำให้เยี่ยมชม
ฉบับนี้สถาปนิกและมัณฑนากร อาร์ม-พรเดช จันทวานิช เปิดออฟฟิศเอ็มเอ สไตล์มินิมัลลิสต์ ซอยรางน้ำให้เยี่ยมชม
เรื่อง ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
ฉบับนี้สถาปนิกและมัณฑนากร อาร์ม-พรเดช จันทวานิช เปิดออฟฟิศเอ็มเอ สไตล์มินิมัลลิสต์ ซอยรางน้ำให้เยี่ยมชม
เดิมทีอพาร์ตเมนต์พื้นที่ 250 ตารางเมตร บนอาคารสายธาร เป็นเพียงบ้านรับรองเพื่อนฝูงและแขกเหรื่อของครอบครัวจันทวานิช แต่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่ทำงานและพักผ่อนของลูกชายคนที่ 5 ของบ้าน อาร์ม พรเดช หลังจากเริ่มเฟิร์มออกแบบและตกแต่งบ้านของตัวเองกับเพื่อนไม่นาน
“ตึกนี้เป็นของเพื่อนรักคุณแม่ เราซื้อไว้นานแล้ว ผมเลือกอยู่ที่นี่เพราะย้ายจากออฟฟิศเดิมที่ซอยทองหล่อมา อยู่ที่นี่ได้ปีครึ่งแล้ว เป็นทั้งบริษัท เอ็มเอ (มา) และออฟฟิศของแบรนด์แฟชั่นที่ทำอยู่”
เขาและผู้ร่วมทุน 2 กลุ่ม คือ เอ็มเอสำหรับออกแบบ และตกแต่งที่อยู่อาศัย และร้านค้า อีกกลุ่มหนึ่งคือ แบรนด์เคต สเปด แจ๊ค สเปด และดีวีเอฟ เข้าออกและทำงานที่นี่เป็นปกติ หากแต่อาร์มใช้เป็นที่พักผ่อนนอนหลับและรื่นเริงด้วย
“ใครมาก็ชอบที่นี่ มันเรียบง่ายแบบที่ผมพอใจ ตอนปรับเปลี่ยนการตกแต่งเดิมไม่ได้ต้องการความฟู่ฟ่า ยุ่งยากมากนัก ผมสั่งทำให้ทุกอย่างเป็นสีขาว เน้นฟังก์ชันการใช้งานเป็นสำคัญ ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงอะไรที่มีอยู่ให้สิ้นเปลืองครับ เราทำให้มันน่าอยู่ได้ และมันก็เพียงพอแล้วที่จะใช้งาน”
แน่นอนว่า ที่นี่ไม่ใช่บ้านหลังแรกและหลังเดียว ย้อนกลับไปในวัยเด็ก สมัยคุณตาของอาร์มทำงานในโครงการพระราชดำริ เกี่ยวกับโรงสีข้าว ครอบครัวของเขาอยู่ที่ซอยสุคันธาราม ใกล้กับสวนจิตรดา แต่เมื่อพี่น้อง 6 คน กำลังเข้าสู่วัยรุ่น คุณแม่ก็มีแผนสร้างบ้านย่านดอนเมือง
หลังจากขยับขยายไปบ้านหลังโตขึ้น 3 ปีผ่านไป เมื่ออาร์มอายุได้ 13 ปี จบมัธยม 3 แล้ว ลูกชายทุกคนในบ้าน ทั้งพี่ และฝาแฝดของอาร์มอีกคนก็ถึงเวลาบินไปเรียนไฮสกูลที่สหรัฐอเมริกา
“ลูกชาย 3 คนบินไปหมดเลยครับ แล้วพี่น้องสาวๆ ก็ตามไปทีหลัง กระจัดกระจายอยู่ในเมืองต่างๆ คุณแม่ไปเยี่ยมสักทีก็ต้องไปนัดเจอเราทั้งหมดที่บอสตัน”
อาร์มมุ่งมั่นจนจบวอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี จากนั้นเลือกอนาคตด้านสถาปัตย์ต่อที่โคลัมเบีย ยูนิเวอร์ซิตี ในเวลา 3 ปี เขาต้องการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ ที่มากกว่าสถาปัตย์ล้วนๆ เพียงอย่างเดียว เลยเพิ่มเติมความรู้ด้านแฟชั่นที่อื่นอีก กระทั่งถึงเวลาทำงาน ก็ได้งานออกแบบรีเทลหรูหลากหลายแบรนด์ที่อเมริกา
“อยู่นิวยอร์กทำงานตลอดเวลา ชีวิตเร่งรีบ ถือโอกาสกลับดีกว่า ตอนนั้นอายุ 30 จะผ่านช่วงมิดไลฟ์ ไครซิส ครึ่งชีวิตตอนนั้นอยู่อเมริกามากกว่าเมืองไทย วันหนึ่งเพื่อนก็ชวนเปิดบริษัท เป็นโอกาสที่เราจะกลับเมืองไทย ในที่สุดก็มาเป็นออฟฟิศแห่งนี้
ด้วยความเป็นคนทำงานดึก แรกๆ ก็มีกระเป๋าโอเวอร์ไนต์แบ็ก ไปๆ มาๆ ที่นี่กับบ้านดอนเมือง ผ่านไปสักพักก็เริ่มทิ้งของไว้เยอะขึ้น ก็เลยนอนที่นี่ กลายเป็นบ้านหลังที่ 2 สัปดาห์หนึ่งก็กลับไปบ้านโน้นบ้าง
แต่ข้อดีของการอยู่ในเมืองก็คือไม่ต้องเจอรถติดนานนับชั่วโมง ทั้งไป-กลับ ยังมีเวลาได้อ่านหนังสือ ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นด้วย”
ห้องโถงกว้างด้านในเป็นทั้งที่รับรองแขกพิเศษ และลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มานั่งหารือกับอาร์มและพาร์ตเนอร์ มุมหนึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่เรียบง่าย ของน้อยชิ้น แต่ฟังก์ชันของโต๊ะ ตู้ พอดีกับความต้องการของเขา และฟากผนังฝั่งตรงข้ามเป็นชั้นหนังสือใหญ่ กับโซฟาสำหรับนั่งหาความรู้เพิ่มเติมทั้งหมวดการออกแบบ แฟชั่น หรือแม้แต่เรื่องปลา และหนังสือธรรมะก็ตามมา
“หนังสือก็เยอะไปตามความสนใจของเราครับ พวกสถาปัตย์จะเก็บมาตั้งแต่แรกเริ่มที่เรียนเลย กระทั่งเรื่องแฟชั่นต่างๆ เมื่อเราต้องมาทำแบรนด์สินค้า ส่วนแมกกาซีนจะอยู่ที่โถงทางเดินด้านนอกทั้งหมด เรื่องเกี่ยวกับปลาก็เป็นความชอบก็พอมีอยู่บ้างครับ ไม่นานมานี้เพิ่งเสียพวกเขาไปยกตู้ เพราะตอนเกิดเรื่องย่านนี้ เขาตัดไฟ มันก็เลยขาดออกซิเจนตาย ผมเองก็ไม่อยู่เหมือนกัน เป็นช่วงทิ้งบ้านนานนับสัปดาห์”
ไม่ไกลกันเป็นทางเชื่อมไปยังห้องเก็บของ ที่เรียกว่าสต๊อกของแบรนด์แฟชั่นทั้ง 3 ในความดูแล แอบเปิดเข้าไปดูแล้วต้องอู้หูกับกระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ เคต สเปด อีกห้องหนึ่งก็ไดแอน ฟอน ฟูสเตนเบิร์ก และห้องที่อยากอยู่ด้วยนานที่สุดคือ แจ๊ค สเปด เสื้อผ้าและแอกเซสซอรีของหนุ่มๆ
“นอกจากใช้ในวันทำงานแล้ว บางวันเพื่อนๆ ก็แวะมาปาร์ตี้ ก็อยู่ตรงนี้อีกเช่นกัน ห้องอาหารด้านหน้าจะเป็นทั้งที่กินข้าวและประชุมกัน เพราะครัวด้านในพร้อม” ฟังดูแล้วครบครันทุกพื้นที่ คุ้มจริง”
แต่สุดประทับใจน่าจะเป็นวิวอนุสาวรีย์ ที่มองจากตรงนี้ได้ถนัดตา ระเบียงเล็กๆ ก็คอยต้อนรับเพื่อนที่อยากสัมผัสอากาศกรุงเทพฯ ช่วงสั้นๆ ในวันพบปะสังสรรค์กัน
“หลังนี้ทั้งใกล้บีทีเอส ทั้งใกล้ย่านการค้า หาอะไรกินง่ายทั้งกลางวันกลางคืน สำหรับผมแล้วบ้านที่ดีตอบโจทย์คนที่อยู่ต่างกัน ผมเองยามนี้ต้องการทั้งอยู่อาศัยและการทำงานไปพร้อมกัน อาจจะไม่มีสวน หรือสนามหญ้าเหมือนคนอื่น ไม่ได้อยู่กับครอบครัวทุกวัน วันนี้ผมคงชินกับการอยู่คนเดียว เนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัวสูง แน่นอนว่า มันมีความสุข สงบ ตามแบบของเรา”
ทว่าหลังต่อไปของพรเดช ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งจะอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว เสร็จเมื่อไร คงได้ไปเยี่ยมอีกครั้ง







