posttoday
เตรียมพร้อมกู้บ้าน ภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่ง

เตรียมพร้อมกู้บ้าน ภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่ง

21 มีนาคม 2557

แนะนำวิธีเตรียมกู้ซื้อบ้านในภาวะหนี้สินครัวเรือนรุมเร้า

แนะนำวิธีเตรียมกู้ซื้อบ้านในภาวะหนี้สินครัวเรือนรุมเร้า    

 โดย...โชคชัย สีนิลแท้ 

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ประเด็นที่มีการถูกพูดถึงมากคงหนีไม่พ้นเรื่อง “ตัวเลขหนี้ครัวเรือน” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ขยับเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เริ่มกังวลกันว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้กู้ที่กำลังยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เมื่อพบว่าตัวเลขการถูกปฏิเสธสินเชื่อของหลายๆ ธนาคารเริ่มเพิ่มสูงขึ้น

สาเหตุหลักๆ มาจากตัวผู้กู้มีภาระหนี้ที่ยังชำระไม่หมด จนทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะมีหนี้ส่วนตัวที่เพิ่มขึ้น เช่น หนี้จากบัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถยนต์ หนี้ผ่อนบ้าน-คอนโดมิเนียม ที่ซื้อไว้ก่อนหน้าหรือไปเป็นผู้กู้ร่วมเอาไว้ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ที่กำลังยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านได้ปรับตัวและหาทางแก้ไขล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกู้ซื้อบ้านได้ผ่านฉลุย

ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ประเด็นการขอสินเชื่อเงินกู้กับธนาคารทำได้ยากขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปรับเกณฑ์ให้เข้มงวดของธนาคาร แต่เกิดจากตัวผู้กู้มีภาระหนี้ส่วนตัวเพิ่มสูงขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบุคคล และหนี้รถยนต์คันแรก ซึ่งภาระหนี้ส่วนนี้จะถูกนับรวมและเก็บบันทึกไว้ในเครดิตบูโร ธนาคารสามารถดึงข้อมูลส่วนนี้มาดูประวัติการใช้จ่ายของผู้กู้ได้ โดยเฉพาะบัตรเครดิต หากมีการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยไม่ตรงตามงวด หรือขาดผ่อนชำระก็จะทำให้คะแนนนั้นออกมาไม่ดี

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สอยผ่านบัตรเครดิตจะถูกนำมาพิจารณาเป็นเกณท์ประกอบการอนุมัติสินเชื่อบ้านมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร
แต่ปัญหาอยู่ตรงถ้าลูกค้ามีประวัติเป็นหนี้เสียจากบัตรเครดิต หรือขาดผ่อนชำระหลายๆ งวด ก็จะทำให้ถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อได้

ดังนั้น หากไม่แน่ใจในพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของตนเอง ควรยกเลิกบัตรเครดิตที่ทำไว้หลายๆ ใบให้เหลือเพียงใบเดียวจะปลอดภัยที่สุด และเมื่อเป็นหนี้แล้ว “อย่าเบี้ยวหนี้” เพราะเมื่อไหร่ที่คิดเบี้ยวหนี้ ข้อมูลของคุณจะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโรทั้งหมด การทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงินก็จะติดขัดไปหมด โอกาสที่จะได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดก็ริบหรี่ลงไปด้วย

สำหรับอาชีพของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งหลักๆ แล้วแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มอาชีพอิสระ ในมุมของผู้ปล่อยกู้หรือสถาบันการเงิน สิ่งที่ต้องการจากผู้ขอสินเชื่อ คือ การได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยคืนอย่างครบถ้วน ถ้าถามว่าแบงก์อยากปล่อยกู้ให้กับลูกค้ากลุ่มไหนมากที่สุด ก็ต้องเป็นกลุ่มที่มีรายได้ประจำนั่นเอง เพราะนอกจากจะมีรายได้ที่แน่นอนแล้ว ยังง่ายต่อการตรวจสอบที่มาของรายได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ประจำก็ไม่ได้เป็นที่ปรารถนาของผู้ปล่อยกู้เสมอไป เพราะในบางสถานการณ์กลุ่มผู้กู้เหล่านี้อาจกลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองหรือเข้มงวดเป็นพิเศษในการปล่อยกู้ เช่น ตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 พนักงานในธุรกิจไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง รับเหมา ฯลฯ เรียกได้ว่าแทบหมดสิทธิกู้ เช่นเดียวกับตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤตหนี้ในยุโรปเมื่อ 3-4 ปีก่อน พนักงานประจำในธุรกิจส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ การ์เมนต์ โรงแรม หรือที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว ก็ตกอยู่ในข่ายเป็นลูกค้ากลุ่มเสี่ยงเช่นกัน 

ด้านกลุ่มอาชีพอิสระ มักตกเป็นกลุ่มที่ถูกเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากกว่าปกติ เนื่องจากการตรวจสอบที่มาของรายได้ทำได้ยากกว่า และรายได้ก็ไม่แน่นอน ในความหมายของกลุ่มอาชีพอิสระยังสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้อีกหลายกลุ่ม เช่น ประกอบวิชาชีพอิสระโดยไม่ได้สังกัดองค์กร/บริษัท หรือกึ่งสังกัด เช่น มีสัญญาจ้างงานรองรับ และกลุ่มที่ทำอาชีพส่วนตัว เป็นต้น

ในจำนวนนี้กลุ่มที่มีโอกาสมากกว่า หรือเป็นกลุ่มที่สถาบันการเงินให้ความเชื่อถือมากก็คือ อาชีพอิสระที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยองค์กรของรัฐ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เป็นต้น เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่สามารถหารายได้ได้มาก ดังจะเห็นได้จากแคมเปญสินเชื่อของทุกธนาคารมักให้สิทธิประโยชน์ในการกู้สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่น หรือบางทีมากกว่ากลุ่มที่มีรายได้ประจำด้วยซ้ำ

รองลงมาก็เป็นวิชาชีพอิสระอื่นๆ เช่น วิศวกร สถาปนิก ผู้สอบบัญชี ทนายความ ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ชื่อเสียง และลูกค้าที่ให้บริการ และบางสถานการณ์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เช่น ตอนฟองสบู่อสังหาฯ แตกเมื่อปี 2540 ไม่มีใครสร้างบ้าน ผู้รับเหมาเจ๊ง สถาปนิกตกงาน แต่อาชีพทนายความรุ่ง เพราะมีงานพวกคดียึดทรัพย์ ตามหนี้มากมาย เป็นต้น

อาชีพอิสระที่ดูจะมีปัญหา คือ กลุ่มที่ทำอาชีพส่วนตัว พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งค้าขายกันด้วยเงินสด รายได้ก็ไม่แน่นอน ที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน ขาดเอกสารยืนยันเครดิต กลุ่มนี้จึงมักได้รับการพิจารณาค่อนข้างเข้มงวด จึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มนี้ต้องเตรียมตัวมากเป็นพิเศษ เช่น การออมเงินผ่านธนาคารอย่างสม่ำเสมอ และต้องแสดงหลักฐานประกอบการกู้มากกว่าผู้กู้กลุ่มอาชีพอื่น

ดังนั้น การเตรียมตัวทางด้านการเงินให้พร้อมก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้านเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในภาวะเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้ที่ต้องพยายามลดลง หรือปลอดหนี้ได้เป็นดีที่สุด และไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ หรืออาชีพอิสระ ควรต้องออมเงินผ่านระบบธนาคารอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยๆ 20% ของราคาบ้าน ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี ถ้ามีเงินออมมากแบงก์ก็ย่อมอุ่นใจ

ในขณะเดียวกัน ราคาบ้านจะต้องสอดคล้องกับรายได้ที่มี และถ้าไม่แน่ใจรายได้ในอนาคตว่าจะถูกลดลงหรือไม่ ก็ควรจะตั้งงบซื้อบ้านลดลง 20-30% เพื่อไม่ให้เป็นภาระที่มากเกินไปในกรณีที่รายได้ลด หรือจะรอให้มั่นใจแล้วค่อยซื้อก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่