รับเหมารายย่อยกระอัก
พรีบิลท์ เผยรับเหมารายย่อยเจอพิษการเมือง ส่อแววขาดสภาพคล่องหนัก หลังเจ้าของโครงการยอดขายไม่ตามเป้า เลื่อนสร้าง เลื่อนรับโอน
พรีบิลท์ เผยรับเหมารายย่อยเจอพิษการเมือง ส่อแววขาดสภาพคล่องหนัก หลังเจ้าของโครงการยอดขายไม่ตามเป้า เลื่อนสร้าง เลื่อนรับโอน
นายวิโรจน์ เจริญตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์รับเหมาก่อสร้างในปีนี้ กลุ่มผู้รับเหมารายย่อยน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะภาวะการเมืองฉุดให้เศรษฐกิจชะลอ ส่งผลต่อเนื่องไปยังการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค ทำให้โครงการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังขายไม่หมด เริ่มมีผลกระทบมาก จนทำให้เจ้าของโครงการที่เริ่มมีปัญหา ตัดสินใจชะลอก่อสร้าง หรือยืดการตรวจรับอาคารของผู้รับเหมาออกไป
ทั้งนี้ ผู้รับเหมารายย่อยส่วนใหญ่ไม่ได้มีสายป่านยาว มีเงินทุนรองรับแบกรับต้นทุนต่างๆ โดยที่ไม่ได้รายได้ไม่เกิน 2 เดือน หากโครงการที่มีปัญหายืดตรวจรับอาคารออกไป และยืดการจ่ายเงิน จะทำให้รับเหมารายย่อยขาดสภาพคล่อง รวมถึง ปัญหาอีไอเอ ที่ทำให้โครงการต่างๆ ก่อสร้างล่าช้า ก็มีผลให้เจ้าของโครงการต้องเลื่อนการก่อสร้างด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบกับผู้รับเหมาทั้งสิ้น โดยผู้รับเหมารายย่อยควรเร่งปรับตัว หารือกับเจ้าของโครงการในเรื่องสภาพทางการเงิน และนับจากนี้ ควรเน้นรับงานที่สามารถทำกำไรได้ภายใน 1 ปี ไม่ควรเป็นงานใหญ่
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมรับเหมาก่อสร้างในปีนี้ ในส่วนของภาคเอกชนจะยังขยายตัวได้ประมาณ 10% เพราะโครงการของภาคเอกชนจำนวนมากที่เปิดขายมาก่อนหน้านี้จะทยอยก่อสร้างในปีนี้ แต่ภาพรวมรับเหมาภาครัฐ คาดว่าจะชะลอตัวลง เพราะสูญญากาศทางการเมือง ทำให้ไม่สามารถเข็นโครงการขนาดใหญ่ออกมาได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า รับเหมารายใหญ่ที่เคยเน้นรับงานรัฐอาจต้องขยับมารับงานโครงการเอกชน เพื่อให้มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และให้แรงงานที่มีจำนวนมากในมือ ซึ่งเคยเตรียมไว้เพื่อรับงานใหญ่ของรัฐมีงานทำต่อเนื่อง
“แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่รับเหมายังต้องรักษาแรงงานที่มีไว้ เพราะแรงงานหายาก เผื่อกรณีที่ตลาดฟื้นตัวเร็ว จะได้ยังมีแรงงานก่อสร้าง”
ทางด้านแผนการรับงานก่อสร้างของพรีบิลท์ปีนี้ จะชะลอการรับงานโครงการใหม่ๆ เนื่องจากงานในมือที่มีมูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท ยังรองรับการทำรายได้ให้บริษัทได้ถึง 2 ปี เพื่อลดความเสี่ยง อีกทั้ง ยังวางกระจายงานก่อสร้างอาคารประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่คอนโดมิเนียม เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงงาน วัด เป็นต้น เนื่องจากเชื่อว่าปีนี้คอนโดมิเนียมใหม่ๆ จะลดลง โดยสัดส่วนงานในมือปัจจุบัน เป็นคอนโดมิเนียม 60% และอาคารประเภทอื่นๆ อีก 40% ซึ่งคาดว่าภายในปี 2559 สัดส่วนคอนโดมิเนียมจะลดลงเหลือน้อยกว่าอาคารประเภทอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังกระจายความเสี่ยงด้วยการรับงานจากผู้ประกอบการหลายๆ รายในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ส่วนการขยายไปยังงานก่อสร้างต่างจังหวัด จะเน้นจังหวัดที่ใกล้กรุงเทพฯ สามารถขับรถถึง เช่น หัวหิน พัทยา และนครปฐม เป็นต้น โดยเบื้องต้นจะไปกับผู้ประกอบการรรายกลางที่เข้าไปลงทุนในจังหวัดนั้นๆ ไม่ใช่การลงไปทำตลาดเอง เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงมากเกินไป โดยปัจจุบันบริษัทรับก่อสร้างคอนโดมิเนียมในพัทยาให้กลุ่มไรมอนแลนด์ โครงการคอนโดมิเนียมของกลุ่มคิวเฮาส์ที่หัวหิน และนครปฐม


