
ลลิลผุดคอนโดบุกภูธร
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้เปิดแผนกระจายความเสี่ยง เลี่ยงเมืองกรุงน้ำท่วม ผุดคอนโด แนวราบบุกภูธร
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้เปิดแผนกระจายความเสี่ยง เลี่ยงเมืองกรุงน้ำท่วม ผุดคอนโด แนวราบบุกภูธร
นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทลลิล พร็อพเพอร์เพอร์ตี้ เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์การตลาดปีนี้ บริษัทจะเน้นความหยืดหยุ่นในการลงทุนให้สอดคล้องกับทุกสถานการณ์ รวมถึงรุกตลาดทุกช่องทาง ทั้งแนวราบ บ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์ และแนวสูง เพื่อกระจายความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยลบ เช่น ปัญหาการเมืองภายในประเทศ ปัญหาอุทกภัย
ทั้งนี้บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนจำนวน 1,700- 1,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนด้านการก่อสร้าง กว่า 1,00ล้านบาท และซื้อที่ดิน 700-800 ล้านบาท ซึ่งเตรียมก่อสร้างทั้งหมด 6-8 โครงการ มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 3-4 โครงการ จะขยายการลงทุนไปยังตลาดต่างจังหวัด ในรูปแบบคอนโดและบ้านเดี่ยว เช่น พัทยา ชลบุรี ระยอง นครปฐม ขอนแก่น อุดรธานี ฯลฯ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
นอกจากนี้การขยายฐานกลุ่มลูกค้าจะครอบคลุมตลาดทุกกลุ่มมากขึ้น ตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับบน จากเดิมเน้นระดับกลางถึงบนขึ้นไป เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น สำหรับแผนการลงทุนในต่างจังหวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาตกลงซื้อขายที่ดิน คาดว่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณไตรมาสที่ 3
“การบุกตลาดต่างจังหวัดครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วม ซึ่งนักลงทุนต้องการมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาล การสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยและนักลงทุน ซึ่งบริษัทได้ทำการสำรวจพบว่าตลาดต่างจังหวัดมีความต้องการ ส่วนรายละเอียดว่าจะมีโครงการใดนั้นต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง โดยแผนงานปีนี้จะรุกทุกช่องทางตลาดที่และสามารถยืดหยุ่นแผนลงทุนได้ตลอดเวลา”นายไชยยันต์ กล่าว
อย่างไรก็ตามแนวทางการลงทุนจะไม่เน้นโครงการใหญ่ ใช้งบประมาณสูงมากนัก ซึ่งช่วยให้การปิดการขายเป็นไปอย่างรวดเร็ว การรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าบริษัทจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15%ติดต่อกันอย่างน้อย 3% ซึ่งถือเป็นการเติบโตกว่าภาพรวมตลาด ที่มีอัตราการโตเฉลี่ยไม่ถึง 10% ต่อปี โดยในปีนี้คาดว่าจะมียอดขาย 2,550 ล้านบาท และรับรู้รายได้ 2,150 ล้านบาท
นายไชยยันต์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการมีแนวโน้มขยับราคาค่าบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 5% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการปรับราคาค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลวันละ 300 บาท ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการในเดือนเม.ย.นี้







