posttoday

ติวเตอร์เช็กด่วน 7 เรื่องต้องรู้ก่อนโดนทวงภาษีย้อนหลัง

26 พฤศจิกายน 2568

ติวเตอร์เช็กด่วน! 7 เรื่องสำคัญด้านภาษี, การเก็บหลักฐาน, และการยื่นแบบ ภ.ง.ด. ให้ตรงเวลา เพื่อป้องกันเบี้ยปรับและภาษีย้อนหลังสูงสุด 10 ปี

หลายคนเลือกอาชีพ “ติวเตอร์” เพราะเป็นงานอิสระ รายได้ดี และสามารถจัดเวลาได้ตามใจ แต่สิ่งที่ติวเตอร์หลายคนมักมองข้ามคือ “ภาษี” โดยเฉพาะในยุคนี้ที่กรมสรรพากรเริ่มใช้ระบบตรวจสอบรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งบัญชีธนาคาร e-Wallet และแพลตฟอร์มสอนออนไลน์ต่างๆ หากมีรายได้เข้าบัญชีเป็นประจำ แม้จะไม่ได้จดบริษัทหรือไม่ได้เป็นลูกจ้าง ก็มีโอกาสที่สรรพากรจะตรวจย้อนหลังและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้เช่นกัน

เพื่อไม่ให้ต้องมานั่งปวดหัวทีหลัง ลองมาดู 7 เรื่องสำคัญที่ติวเตอร์ทุกคนควรรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จดหมายจากกรมสรรพากรจะส่งมาถึงหน้าบ้าน

1. รายได้จากการสอน ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน

ไม่ว่าจะสอนในห้องเรียน สอนออนไลน์ หรือสอนตัวต่อตัว รายได้ทั้งหมดถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ตามประมวลรัษฎากร หมายความว่าต้องนำมาคำนวณภาษีประจำปีเหมือนอาชีพอื่นๆ หลายคนอาจคิดว่าสอนพิเศษเป็นงานเสริม รายได้ไม่แน่นอน ไม่ต้องยื่นภาษี แต่จริงๆ แล้ว ตราบใดที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี (สำหรับบุคคลธรรมดา) ก็ต้องยื่นแบบภาษีทุกปี แม้จะไม่มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ตาม

2. อย่ามองข้ามการเก็บหลักฐานรายได้

ติวเตอร์จำนวนไม่น้อยได้รับเงินสดจากผู้ปกครองหรือนักเรียนโดยตรง หรือรับโอนเข้าบัญชีโดยไม่มีเอกสารยืนยัน รายได้เหล่านี้แม้จะไม่มีใบเสร็จหรือสัญญา แต่ระบบของสรรพากรสามารถตรวจสอบผ่านข้อมูลทางการเงินได้

ดังนั้นควรเก็บหลักฐานทุกครั้งที่ได้รับเงิน ไม่ว่าจะเป็นสลิปโอน รายการรับเงิน หรือใบเสร็จค่าเรียน ถ้ามีเอกสารประกอบไว้ครบ เวลาตรวจสอบย้อนหลังจะสามารถชี้แจงได้ว่าเงินส่วนนั้นมาจากอะไร และจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินเกินจริง

3. ภาษีที่ควรเข้าใจสำหรับติวเตอร์

ติวเตอร์อาจเข้าข่ายรายได้ประเภทที่ 2 หรือประเภทที่ 6 แล้วแต่ลักษณะการทำงาน

  • ถ้ารับจ้างสอนให้สถาบัน โดยมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2
  • แต่ถ้ารับงานอิสระ สอนด้วยตัวเอง ไม่มีนายจ้างชัดเจน จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 6 หรือ “อาชีพอิสระ”

ทั้งสองกรณีมีวิธีคำนวณภาษีต่างกันเล็กน้อย โดยอาชีพอิสระสามารถหักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 60% หรือเลือกหักตามจริงก็ได้ หากมีใบเสร็จค่าอุปกรณ์ หนังสือ ค่าเดินทาง หรือค่าเช่าสถานที่ ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

4. รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ต้องเสียภาษี

ในยุคนี้ติวเตอร์จำนวนมากขยับมาสอนออนไลน์ผ่าน YouTube TikTok Zoom หรือเว็บติวต่างๆ บางคนอาจมีรายได้จากยอดวิว ค่าคอร์ส หรือโฆษณา ซึ่งทั้งหมดถือเป็นรายได้ทางภาษีเช่นกัน

กรมสรรพากรเริ่มมีระบบติดตามรายได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยใช้ข้อมูลร่วมกับธนาคารและหน่วยงานต่างประเทศ ดังนั้น อย่าคิดว่ารายได้จากต่างประเทศหรือออนไลน์จะไม่ถูกตรวจเจอ ควรรวมรายได้ทุกช่องทางไว้ในแบบภาษีเดียวกัน เพื่อความโปร่งใสและปลอดภัย

5. อย่าลืมยื่นแบบภาษีให้ตรงเวลา

ติวเตอร์ที่มีรายได้ตลอดปี ต้องยื่นภาษีประจำปีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป (แบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ 91) แต่ถ้ามีรายได้ระหว่างปีและไม่ได้ถูกหักภาษีไว้ ควรยื่น ภาษีกลางปี (ภ.ง.ด.94) ภายในเดือนกันยายนด้วย เพื่อไม่ให้ยอดภาษีปลายปีพุ่งสูงจนจ่ายไม่ไหว

การยื่นแบบตรงเวลา นอกจากช่วยลดความเสี่ยงในการถูกเรียกตรวจ ยังเป็นหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเราเป็นผู้เสียภาษีที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

6. ตรวจสอบบัญชีธนาคารให้สอดคล้องกับรายได้จริง

สรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมของบุคคลที่มีเงินเข้าบัญชีมากกว่า 2,000 ครั้งต่อปี หรือมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ได้ตามมาตรการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี หากติวเตอร์มีรายได้จากหลายช่องทาง เช่น รับเงินค่าสอน โอนส่วนแบ่ง หรือค่าคอร์สรวมกันในบัญชีเดียว อาจทำให้ยอดดูสูงเกินจริงและถูกเรียกตรวจได้ง่าย
วิธีแก้คือ ควรแยกบัญชี “ส่วนตัว” และ “บัญชีงานสอน” ออกจากกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่ารายได้มาจากงานอะไร และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องเท่าไหร่

7. การไม่ยื่นภาษีมีโทษทั้งเงินและเวลา

หลายคนมองว่าถ้าไม่ยื่นภาษีจะไม่มีปัญหา แต่จริงๆ แล้ว กรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้สูงสุดถึง 10 ปี หากพบว่ามีรายได้แต่ไม่ยื่นแบบ และยังสามารถคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้ถึง 1.5% ต่อเดือน
นอกจากเสียเงินเพิ่มแล้ว ยังต้องเสียเวลาเข้าไปชี้แจง ตรวจสอบเอกสาร และอาจเสียชื่อเสียงในสายอาชีพอีกด้วย โดยเฉพาะติวเตอร์ที่สอนในนามสถาบันหรือมีนักเรียนจำนวนมาก ความน่าเชื่อถือถือเป็นสิ่งสำคัญ

เคล็ดลับป้องกันภาษีย้อนหลัง

  • ยื่นภาษีทุกปี แม้รายได้จะไม่มาก ก็เป็นหลักฐานชัดเจน
  • จัดเก็บเอกสารทุกอย่าง เช่น สลิปโอน ใบเสร็จ ค่าอุปกรณ์ และค่าเดินทาง
  • ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย จดบันทึกทุกครั้งที่ได้รับเงินหรือจ่ายเงินเกี่ยวกับงานสอน
  • หากรายได้เริ่มมากขึ้น ควรพิจารณาจดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดบริษัท เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้ถูกต้องและลดภาระภาษีในระยะยาว

กล่าวโดยสรุป ภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเราเข้าใจและจัดการอย่างถูกวิธี สำหรับติวเตอร์ที่ตั้งใจสอน สร้างรายได้อย่างสุจริต การรู้จักวางแผนภาษีตั้งแต่วันนี้คือการป้องกันปัญหาในอนาคต
อย่ารอให้สรรพากรส่งจดหมายถึงก่อนแล้วค่อยแก้ เพราะภาษีย้อนหลังอาจสร้างภาระทั้งเงินและความเครียดโดยไม่จำเป็น

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นติวเตอร์เต็มเวลา หรือสอนพิเศษหลังเลิกงาน ขอเพียงใส่ใจเรื่องภาษีเหมือนใส่ใจนักเรียนที่สอน ก็มั่นใจได้ว่าจะเดินหน้าในอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องกังวลกับคำว่า “ทวงภาษีย้อนหลัง” อีกต่อไป

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting   

ข่าวล่าสุด

TTB ช่วยลูกค้า-พนักงาน ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพง จัดโซลูชันรับสงกรานต์