posttoday

สสส. เปิดผลวิจัย SROI ลงทุนอ่านปฐมวัยคุ้มค่า 1.71 เท่า ปั้นเด็กไทยสู้ยุค AGI

10 มีนาคม 2569

สสส. แถลงผลวิจัย SROI โครงการอ่าน อาน อ๊าน พบลงทุน 1 บาท ได้กำไรสังคมสูงถึง 1.71 บาท มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตเด็กไทยอ่านไม่ออกและพัฒนาการต่ำเพื่อรับมือยุคปัญญาประดิษฐ์

วิกฤตพัฒนาการเด็กไทยปฐมวัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ครองเมือง

ท่ามกลางกระแสการก้าวเข้าสู่ยุค AGI (Artificial General Intelligence) ที่ปัญญาประดิษฐ์เริ่มมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ แต่สถานการณ์พัฒนาการเด็กไทยกลับสวนทางอย่างน่ากังวล ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 ระบุว่าเด็กปฐมวัยในกลุ่ม Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการใช้และความเข้าใจภาษาที่มีเด็กไทยเพียง 0.2% เท่านั้นที่สามารถอ่านและทำความเข้าใจในระดับสูงได้ สาเหตุหลักมาจากการใช้หน้าจอเกินวัยในสังคมดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ทำให้เด็กไทยตกอยู่ในภาวะ "อ่านออกแต่จับใจความไม่ได้" สูงถึง 65% ตามดัชนีชี้วัด PISA ของ OECD

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว สสส. โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน จึงได้จัดประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” ซึ่งขับเคลื่อนมานานกว่าทศวรรษ โดยมุ่งใช้ชุดหนังสือภาพที่ออกแบบตามระดับพัฒนาการเป็นเครื่องมือหลักในการกู้คืนทักษะการเรียนรู้ของเด็กวัย 3-9 ปี ให้พร้อมรับมือกับพายุข้อมูลข่าวสารในโลกอนาคต

ถอดรหัสความคุ้มค่าผลตอบแทนทางสังคมผ่านตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์

หัวใจสำคัญของการแถลงข่าวครั้งนี้คือการเปิดเผยผลการประเมิน SROI (Social Return on Investment) จากทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิด Theory of Change เพื่อวัดมูลค่าการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน พบว่าการลงทุนทุก 1 บาท ในโครงการนี้ สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนมาได้ถึง 1.71 บาท หรือคิดเป็นกำไรทางสังคมร้อยละ 71 โดยมีต้นทุนการพัฒนา “กระบวนกร” หรือครูผู้ใช้หนังสือเพียง 4,716 บาทต่อคน แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประเมินค่าได้มหาศาล

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองนำหนังสือกลับไปอ่านร่วมกับลูกที่บ้านเพื่อสร้าง “เวลาคุณภาพ” ผลตอบแทนทางสังคมจะพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 159 และหากนำโมเดลนี้ไปใช้ในพื้นที่เปราะบางทางภาษา เช่น ภาคเหนือและภาคใต้ ที่เด็กต้องใช้ภาษาถิ่นควบคู่กับภาษาไทย ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือลงทุน 1 บาท ได้คืน 2 บาท สะท้อนว่านวัตกรรมชุดหนังสือภาพขนาดเล็กสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยได้อย่างตรงจุดและคุ้มค่ากว่าการเร่งติวสอบในระยะสั้น

พลังแห่งหนังสือภาพหน้าต่างโอกาสทองของการพัฒนาสมองส่วนหน้า

ในมิติทางการแพทย์ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี ระบุว่าช่วงอายุ 0-5 ปี คือ “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสมองมนุษย์เติบโตถึง 90% การอ่านหนังสือภาพจึงเป็นสื่อที่ “พอดีที่สุด” (Just Right) ต่อการเชื่อมต่อเซลล์ประสาท แตกต่างจากสื่อหน้าจอที่ให้แสงสีเสียงรุนแรงเกินไปจนสมองทำงานหนัก หรือการฟังเพียงอย่างเดียวที่กระตุ้นน้อยเกินไป การใช้ชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” จึงเป็นการฝึกให้เด็กมี “ตะแกรงร่อนข้อมูล” ผ่านการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบอารมณ์ความรู้สึกและความลึกซึ้งระหว่างบรรทัดได้

ชุดหนังสือนี้ไม่ได้เน้นการสั่งสอนทางศีลธรรมแบบตรงไปตรงมา แต่ใช้จิตวิทยาการออกแบบตัวละครที่มีมิติ ไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เด็กเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเนื้อเรื่องและฝึกถอดรหัสคุณค่าด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือโรงเรียนใน จ.เชียงใหม่ ที่นำไปใช้สามารถยกระดับคะแนนการอ่าน (RT) ของนักเรียนให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้ภายใน 1 ภาคการศึกษา รวมถึงเด็กพิเศษที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยืนยันว่าการสร้างภูมิคุ้มกันทางสติปัญญาผ่านการอ่าน คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการปั้นเด็กไทยให้รอดพ้นจากกระแสคลื่นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุด

เหนือ 1400! หุ้นไทยปิดพุ่ง 22.79 จุด รับทรัมป์ส่งสัญญาณบวกตะวันออกกลาง