posttoday
พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข จากเส้นทางสายทหาร สู่นักบริหาร กับความท้าทายในการนำพาองค์กรรองรับ ร่าง พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข จากเส้นทางสายทหาร สู่นักบริหาร กับความท้าทายในการนำพาองค์กรรองรับ ร่าง พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

28 มกราคม 2562

เนื่องจากการดำเนินงานของ สทป. ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ภายใต้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551 เป็นการวิจัย พัฒนาจนถึงขั้นการสร้างต้นแบบ แต่ไม่ถึงขั้นไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

อดีตเสืออากาศจากฝูงบิน เอฟ-16 แห่งกองทัพอากาศไทย พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ได้พลิกผันตัวเองจาก เส้นทางสายทหารที่ดำเนินมาตลอดอายุราชการ สู่นักบริหารในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ตั้งแต่มกราคม 2561 จนถึงปัจจุบัน และกำลังนำพาองค์กรสู่ความท้าทายใหม่ในการรองรับร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยี ป้องกันประเทศ พ.ศ. .... ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) เปิดเผยถึงความจำเป็นในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศพ.ศ. .... ว่า เนื่องจากการดำเนินงานของ สทป. ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ภายใต้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551 เป็นการวิจัย พัฒนาจนถึงขั้นการสร้างต้นแบบ แต่ไม่ถึงขั้นไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทำให้งานวิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศไม่สามารถนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็น อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ 11 (S-Curve 11) โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ สทป.มีการเพิ่มวัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจ และการให้สิทธิประโยชน์บางประการกับผู้ที่มาร่วมทุนจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลกับ สทป. ซึ่งขอบเขตการดำเนินการขยายออกไปมากกว่าตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ เดิม ได้แก่

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข จากเส้นทางสายทหาร สู่นักบริหาร กับความท้าทายในการนำพาองค์กรรองรับ ร่าง พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

1. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน มีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ เพื่อกำหนดนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของ สทป.ในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคง โดยอยู่ลำดับเหนือขึ้นไปจากคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารทั่วไปของ สทป. คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศคณะนี้ จะทำให้เห็นความเชื่อมโยงที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงภายในกระทรวงกลาโหม เท่านั้น แต่ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นในการกำหนด นโยบายหรือการเสนอให้ภาครัฐทำการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ กระทรวงอื่นๆ จะเข้าใจและเห็นภาพเดียวกันกับกระทรวงกลาโหม เพื่อจะได้ช่วยผลักดันในด้านนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

2. เพิ่มวัตถุประสงค์การจัดตั้งให้ทำการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานอื่นของรัฐ และภาคเอกชน

3. เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ดำเนินการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล การเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อดำเนินกิจการอุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ

4. การให้กิจการที่สถาบันจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมกากำหนด ซึ่งต้องมีมาตรการกำกับดูแลหรือควบคุมตามแนวทางที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้

"สำหรับการเปลี่ยนแปลงของ สทป. นั้น แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างของสถาบันฯ และการจัดทรัพยากร บุคคลให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับมาเพิ่มเติม โดย สทป. ยังคงดำเนินภารกิจ ด้านการวิจัยพัฒนาเป็นหลัก แต่การวิจัยและพัฒนาของ สทป.จะต้องนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ด้วย เพื่อส่งเสริม ให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีความเข้มแข็ง โดยการดำเนินการจะมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายในของรัฐ ตั้งแต่ระดับหน่วยผู้ใช้หรือกองทัพ หน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาในกองทัพ รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนที่มีขีดความสามารถเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเชิง เศรษฐกิจได้ การรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ และร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในเรื่องของห้องทดสอบทดลองต่างๆจนไปถึงความเชื่อมโยงระดับรัฐบาลในระดับกระทรวง และระดับประเทศ จะเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการร่วมวิจัย ร่วมทุน หรือความร่วมมือในด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น การร่วมใช้งานห้องทดสอบทดลองร่วมกัน"

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของร่างพระราชบัญญัติฯ ต่อกองทัพและประเทศไทยว่า กองทัพไทยจะได้รับประโยชน์ในแง่การพึ่งพาตนเอง เพราะการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน จะทำให้กองทัพได้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพเป็นไปตามความต้องการและราคาถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ นอกจากนี้เทคโนโลยีป้องกันประเทศยังช่วยอนุรักษ์กำลังรบและช่วยลดกำลังพลตามนโยบายของกองทัพ

"สำหรับประเทศไทย การส่งเสริมให้เกิดการพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จะส่งผลต่อความมั่นคง ของประเทศ การมีเทคโนโลยีที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาเองนั้นเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของกำลังอำนาจของชาติ เทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นเพียงหนึ่งในเทคโนโลยีด้านต่างๆ เท่านั้นแต่ในภาพรวมนั้น เทคโนโลยีป้องกันประเทศจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ จากการ นำมาประยุกต์หรือบูรณาการกันจนเกิดเป็นนวัตกรรมด้านต่างๆ และจะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามนโยบาย Thailand 4.0 ต่อไป" ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กล่าวในตอนท้าย

ปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศพ.ศ. .... อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการในการดำเนินการเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข จากเส้นทางสายทหาร สู่นักบริหาร กับความท้าทายในการนำพาองค์กรรองรับ ร่าง พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

ข่าวล่าสุด

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73