
เปิดโครงการ"จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ ไทย-โปรตุเกส"กระชับสัมพันธ์5ศตวรรษ
เอกอัครราชฑูตประจําโปรตุเกส เตรียมเผยแพร่ผลงานวิชาการ-ศิลปะไทยและโปรตุเกส กระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่า 5 ศตวรรษ
เอกอัครราชฑูตประจําโปรตุเกส เตรียมเผยแพร่ผลงานวิชาการ-ศิลปะไทยและโปรตุเกส กระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่า 5 ศตวรรษ
เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา นายชาคร สุชีวะ เอกอัครราชฑูตประจําประเทศโปรตุเกส ร่วมกับสํานักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม คณะศิลปะเเละการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต ภาควิชาศิลปะจินตทัศน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นประธานเปิดโครงการ จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ ไทย-โปรตุเกส ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดําเนิน
โครงการนี้จะดำเนินงานภายใต้ระยะเวลา 3 ปี วัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์การทูตไทย-โปรตุเกส ผ่านการเผยแพร่เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ผลงานศิลปะและการออกแบบร่วมสมัย การจัดฉายภาพยนตร์ ภาพยนตร์สารคดี นิทรรศการ การเสวนา รวมถึงบทความทางวิชาการต่างๆในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านศิลปะกับประเทศโปรตุเกส อีกทั้งยังเป็นการสร้างเสริมให้เกิดองค์ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างสัมพันธ์เครือข่ายความร่วมมืออันดีงามระหว่างกัน ตลอดจนการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสู่ระดับนานาชาติและระดับชาติ ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และการจัดกิจกรรมต่างๆในประเทศไทยด้วย
"โปรตุเกสเป็นประเทศตะวันตกที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยนานที่สุดถึง 5 ศตวรรษ โดยได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2402 และได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ในปี พ.ศ. 2524 ประเทศไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตขึ้นเป็นครั้งแรก ณ กรุงลิสบอน ส่วนโปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานทูตกงสุลที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2361 ซึ่งนับเป็นสถานกงสุลแห่งแรกในประเทศไทย การเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับโปรตุเกส นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการถ่ายทอดศิลปะวิทยาการด้านต่างๆ จากชาติตะวันตก อาทิ การเผยแพร่คริสต์ศาสนา การพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัย การเปิดโรงเรียนสอนวิชาแขนงต่างๆ การแพทย์ และวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกส และได้ประยุกต์มาเป็นอาหารไทย ได้แก่ ฝอยทอง รวมถึง ทองหยิบ ทองหยอด ทองม้วน และขนมหม้อแกง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดอาจกล่าวได้ว่า ประเทศโปรตุเกส นับเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย"
นายชาครกล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้มีเอกสารสำคัญเป็นจำนวนมากที่สามารถทำให้ศึกษาเพิ่มเติมการศึกษา ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพ การจัดเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดบรรยากาศทางวิชาการ และยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ ศิลปิน นักออกแบบ และนักศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงานยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบัน ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในระดับประเทศด้วย







