
การรับมือวิกฤตราคาพลังงานในแต่ละประเทศ
สถานการณ์ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในรอบหลายสิบปีกับการที่ประเทศรัสเซียได้ลดการส่งออกในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความท้าทายต่อรัฐบาลในประเทศแถบยุโรปเป็นอย่างมาก
แผนการรับมือราคาพลังงาน
ในการควบคุมราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาพลังงานนั้น ประเทศในแถบยุโรปเจอกับโจทย์หินขนาดใหญ่ โดยที่หลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความขาดแคลนทางด้านพลังงานที่ใช้รองรับในช่วงหน้าหนาว จะต้องมีการดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ ซึ่งรัฐบาลของประเทศอังกฤษหลังจากมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ทางรัฐบาลมีแผนที่จะทำการพยุงราคาพลังงานและการจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้มีความสมดุล
ปัจจัยแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
โดยปกติแล้วตำราทางเศรษฐศาสตร์หากเจอกับสถานการณ์แบบนี้มักจะมีการคาดการณ์ว่า ยิ่งราคาสินค้าถูกลงมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้มีความต้องการลดน้อยลงมากเท่านั้น เว้นแต่ว่าโลกจะมีความต้องการของสินค้านั้นมากเกินไป ซึ่งหากเป็นแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่ภาวะอุปสงค์กับอุปทานเสียสมดุลกัน เรื่องนี้ทางหน่วยงานรัฐในแต่ละประเทศไม่อาจที่จะทำการควบคุมราคาสินค้าได้อย่างอยู่หมัด เพียงแต่ต้องทำการชะลอไม่ให้ราคาเพิ่มสูงมากจนเกินไปเพื่อให้ผู้คนสามารถรับมือและปรับตัวกับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่แบบนี้ได้
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยในแต่ละประเทศด้วย ตัวอย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการควบคุมราคาสินค้าในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตามในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1970 รัฐบาลไม่ได้มีความเข้มงวดกับการควบคุมราคาสินค้ามากนัก เนื่องจากเวลานั้นบริษัทน้ำมันเริ่มมีการทักท้วงไม่ให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงกลไกราคาพลังงานมากเกินไป ขณะที่ประเทศอังกฤษเน้นในเรื่องความสมดุลระหว่างราคาที่ผู้บริโภคกับบริษัทพลังงานจะต้องจ่าย
ข้อมูลจาก : https://www.wsj.com/articles/as-europe-caps-energy-bills-the-merits-of-price-controls-get-another-look-11665278841







