การทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย ก้าวสำคัญแห่งอาณานิคมอวกาศ
การทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย หนึ่งในเรื่องที่เราเห็นจนชินตาผ่านสื่อประเภทต่างๆ ที่ผ่านมานี่เป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับเทคโนโลยีอวกาศ แต่ล่าสุดวิทยาการนี้อาจใกล้ความจริงไปอีกก้าว เมื่อเริ่มมีการพัฒนาและเตรียมการบุกเบิกอย่างจริงจัง
การทำเหมืองบนอวกาศถือเป็นเรื่องทั่วไปที่พบเห็นได้ตามสื่อบันเทิงหลายชนิด ทั้งภาพยนตร์ชื่อดัง Alien, เกมฟอร์มยักษ์ Dead space ไปจนสื่อบันเทิงนานชนิด หากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอวกาศย่อมได้รับการพูดถึง ทำให้สำหรับบางคนแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
มาวันนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมสิ่งที่ในอดีตเป็นได้เพียงแนวคิดเริ่มได้รับการปฏิบัติจริงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังรื้อฟื้นการสำรวจอวกาศมุ่งสู่การตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ดวงอื่น แผนงานที่เคยเป็นเพียงโครงการมากมายถูกนำมาปัดฝุ่นริเริ่มการพัฒนา หนึ่งในนั้นคือแผนการทำเหมืองเพื่อนำเอาแร่จากดาวเคราะห์น้อยมาใช้งาน
ถึงตรงนี้อาจทำให้หลายท่านเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดถึงต้องไปทำเหมืองกันถึงอวกาศ?
เหมืองแร่บนอวกาศ อีกหนึ่งทางออกแห่งมนุษยชาติ
การทำเหมืองบนอวกาศเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมายาวนาน อาจจะนับตั้งแต่ยุคสมัยเริ่มต้นการสำรวจอวกาศ เมื่อเราเริ่มทำความรู้จึกและศึกษาดาวเคราะห์น้อย หลายคนต่างมองเห็นโอกาสแต่ช่วงเวลานั้นยังไม่มีวิทยาการเอื้ออำนวย จวบจนปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนามากพอจึงเริ่มนำกลับมาพูดถึง
ต้นทางของแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากอัตราการใช้งานของทรัพยากรบนโลกในปัจจุบัน เราทราบดีว่าทรัพยากรทุกรูปแบบมีอยู่จำกัด มีทั้งส่วนที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ แต่หลายชนิดล้วนเป็นรูปแบบที่ใช้แล้วหมดไป โดยเฉพาะสินแร่ทั้งหลายที่ต้องใช้เวลาในการเกิดขึ้นตามธรรมชาติยาวนาน และอาจนำไปสู่การขาดแคลนได้ในอนาคต
สิ่งนี้สวนทางอัตราการเดิบโตของจำนวนประชากร ปัจจุบันโลกเรามีประชากรอยู่ที่ 8 พันล้านคน ใช้เวลาเพิ่มขึ้นพันล้านคนภายในระยะเวลาเพียง 11 ปี นั่นทำให้อัตราการบริโภคทรัพยากรเพิ่มสูงอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ช่วงเวลาขาดแคลนทรัพยากรอาจมาเยือนเร็วกว่าที่คิด
แน่นอนการสร้างวัสดุทดแทนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภทเดิมก็เป็นหนึ่งในทางออก แต่แนวทางเช่นนั้นก็อาจยังไม่เพียงพอ นำไปสู่แผนการเพิ่มปริมาณทรัพยากรรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และเมื่อทรัพยากรบนโลกหมดลงเราก็เริ่มค้นหาทรัพยากรจากนอกโลก จึงเริ่มมีการเบนสายตาออกสู่อวกาศ
นี่เป็นเหตุผลให้การทำเหมืองแร่บนอวกาศมีความจำเป็น เพราะอาจส่งผลต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เราโดยตรง
สู่โครงการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย
แนวคิดนี้ไม่ได้เริ่มต้นทำกันเป็นครั้งแรก ช่วงปี 2012 บริษัทสตาร์ทอัพ Planetary Resources และ Deep Space Industries ต่างมุ่งหน้าสู่การขุดเหมืองในอวกาศเช่นกัน แม้ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างด้วยหลายคนคิดว่านี่คือทิศทางแห่งอนาคต แต่ลงท้ายธุรกิจของพวกเขาก็ต้องยุติลงในปี 2018
ล่าสุดบริษัทสตาร์ทอัพ AstroForge ได้ผลักดันการทำเหมืองบนอวกาศให้กลับมาอีกครั้ง โดยมีแผนเริ่มภารกิจสำรวจทรัพยากรบนดาวเคราะห์น้อย 2 โครงการที่กำลังจะดำเนินงานภายในปี 2023 หลังประสบความสำเร็จในการทดสอบที่ผ่านมา
โครงการแรกจะเป็นการส่งยานขนาด 6U CubeSat ของทางบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ OrbAstro โดยในครั้งนี้เป็นการทดสอบศักยภาพการขุดเจาะและสกัดแร่ จากเป้าหมายที่กำหนดให้มีลักษณะเหมือนสินแร่บนดาวเคราะห์น้อย เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานในภาวะไร้แรงโน้มถ่วง มีกำหนดในการขึ้นบินช่วงเดือนเมษายนปี 2023
โครงการที่สองจะเป็นการส่งยานสำรวจเพื่อมุ่งสู่ดาวเคราะห์น้อย ในการศึกษาพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยโดยอาศัยเครื่องมือสำรวจและภาพถ่ายความละเอียดสูง เพื่อตรวจสอบพื้นที่เหมาะสมต่อการส่งยานอวกาศเข้าไปขุดเจาะ มีกำหนดการในช่วงปลายปี 2023
รายละเอียดของโครงการต่อจากนี้ยังคงคลุมเครือ ด้วยต้องรอข้อมูลที่ได้รับจากโครงการภายในปีนี้ แต่แผนงานขั้นต่อไปในกรณีที่โครงการดำเนินไปได้ราบรื่น พวกเขาตั้งใจจะส่งยานไปลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยอย่างปลอดภัย ก่อนนำเอาโลหะและสินแร่มูลค่าสูงนานาชนิดกลับสู่โลกภายในปี 2030
กระนั้นหลายท่านอาจยังสงสัยว่าการไปขุดแร่บนอวกาศนั้นคุ้มค่าต่อการลงทุนแค่ไหน?
ทำไมจึงต้องเป็นดาวเคราะห์น้อย
อันที่จริงแนวคิดการใช้ประโยชน์จากดาวเคราะห์น้อยไม่ได้มีเพียงการทำเหมือง นักดาราศาสตร์บางส่วนเสนอให้มีการจัดสร้างสถานีอวกาศใต้พื้นผิวดาวเคราะห์น้อย นอกจากใช้ในการขุดแร่ธาตุหายากยังอาจใช้ในการตั้งถิ่นฐาน ด้วยดาวเคราะห์น้อยมีแรงโน้มถ่วงเพียงพอสำหรับจัดวางโครงสร้างให้มั่นคง ไปจนหลบเลี่ยงรังสีอันตรายภายในอวกาศ
ในส่วนของโลหะและแร่ธาตุหายากมีส่วนประกอบหลักคือ เหล็ก และ นิกเกิล อีกทั้งยังแฝงไปด้วยโลหะหายากอีกหลายชนิด เช่น ทองคำ, แพลทินัม, แพลลาเดียม ฯลฯ ถือเป็นโลหะมูลค่าสูงที่มีความสำคัญต่ออุตสาสหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก นี่จึงอาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญให้แก่อุตสาหกรรมและการพัฒนาในอนาคต
ดาวเคราะห์น้อยที่มีส่วนประกอบหลักจากโลหะเหล่านี้มีอยู่น้อยกว่า คิดตามอัตราส่วนคาดว่ามีอยู่ราว 25% จากทั้งหมด แต่ดาวเคราะห์น้อยแต่ละดวงมีปริมาณแร่ภายในมหาศาล คาดการณ์ว่าเพียงดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 กิโลเมตรดวงเดียว ก็มีแร่ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์มากถึง 30 ล้านตันเลยทีเดียว
นี่คือปริมาณแร่ที่เราจะได้รับจากการขุดเจาะดาวเคราะห์น้อยหนึ่งดวง แน่นอนในอวกาศมีดาวเคราะห์น้อยลอยอยู่ตามวงโคจรเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน การพัฒนาระบบขุดเจาะได้สำเร็จย่อมสามารถย้ายไปค้นหาทรัพยากรจากดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีนี้จึงเปรียบเหมือนขุมทรัพย์แร่หายากอันไร้ขีดจำกัด
นอกจากนี้อีก 75% จากจำนวนดาวเคราะห์น้อยที่เหลือมีส่วนประกอบเป็นธาตุเบาอย่าง น้ำ และ คาร์บอน เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตพลังงานด้วยเซลล์เชื้อเพลิงประสิทธิภาพสูง อีกทั้งยังจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ จนอาจใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองเมื่อมีการจัดตั้งสถานีอวกาศ และอาจเป็นก้าวแรกสู่การตั้งอาณานิคมบนอวกาศอีกด้วย
แน่นอนการพัฒนาคงไม่ง่ายถึงได้รับความสนใจพัฒนาต่อเนื่อง คาดว่ากว่าเทคโนโลยีจะพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่บนอวกาศก็ต้องใช้เวลาจากนี้อีกหลายสิบปี นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่ได้เห็นในเร็ววันในยุคเรา แต่จะเป็นรากฐานสำคัญสู่กุญแจความอยู่รอดของมนุษยชาติรุ่นต่อไป
ระหว่างนี้เราคงได้แต่สงสัยและจินตนาการว่าเมื่อเทคโนโลยีนี้มาถึงอนาคตจะถูกผลักดันในทิศทางใด
ที่มา
https://interestingengineering.com/innovation/asteroid-mining-startup-astroforge-missions
https://www.bbc.com/thai/articles/cekvjzn2nyjo
https://www.bbc.com/thai/features-47211314
https://www.nstda.or.th/sci2pub/space-mining/
https://www.blockdit.com/posts/5e465a13ebe7460f5a9e7e8c
https://science.howstuffworks.com/asteroid-mining.htm


