
กรณ์จี้สอบทุนสีเทาโยง BCPG ตั้งคำถาม ก.ล.ต. ตรวจสอบล่าช้า
กรณ์ตั้งคำถามธุรกรรม BCPG ทั้งเพิ่มทุนเจาะจงและซื้อคลังน้ำมัน 9 พันล้านบาท จี้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ห่วงทุนสีเทาบั่นทอนความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย
KEY
POINTS
- ตั้งคำถามการเพิ่มทุน BCPG ให้กองทุนที่กรณ์ระบุว่าเชื่อมโยงกลุ่มเบน สมิธ
- จี้ตรวจสอบซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9,000 ล้านบาท ทั้งราคาและขั้นตอนอนุมัติ
- เรียกร้องตรวจเส้นทางเงินและการถือหุ้นแทน ห่วงกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกร้องให้ตรวจสอบเส้นทางเงินและธุรกรรมในตลาดหุ้นไทยที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนสีเทา โดยตั้งคำถามถึงการเพิ่มทุนของบริษัท BCPG การซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรีมูลค่า 9,000 ล้านบาท และความล่าช้าในการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
นายกรณ์กล่าวถึงกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งรวมถึงเบน สมิธ และยิม เลียก โดยระบุว่า มีการยักย้ายเงินจากธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ผ่านสิงคโปร์เพื่อตั้งกองทุน ก่อนนำเงินเข้าซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทย พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเหล่านี้
สำหรับหุ้นบางจาก หรือ BCP นายกรณ์เห็นว่า บริษัทอาจชี้แจงได้ว่าเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดตามปกติ แต่กรณี BCPG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก มีประเด็นแตกต่างกัน เพราะคณะกรรมการบริษัทลงมติขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเจาะจง หรือ Private Placement ให้กองทุนที่เขาระบุว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มเบน สมิธ จึงควรชี้แจงเหตุผลและความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การอนุมัติ
นายกรณ์ยังตั้งคำถามถึงนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบางจากและ BCPG ในช่วงเกิดเหตุ ว่ามีบทบาทอย่างไรต่อการตัดสินใจดังกล่าว
อีกประเด็นคือการซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรีจากผู้ที่นายกรณ์เรียกว่า “เสี่ยเต๋า” ในราคา 9,000 ล้านบาท โดยเขาระบุว่า ก่อนหน้านั้นทรัพย์สินดังกล่าวเคยเสนอขายให้บางจากในราคา 2,000–3,000 ล้านบาท จึงตั้งข้อสงสัยถึงหลักเกณฑ์ประเมินราคาและความเหมาะสมของธุรกรรม
นายกรณ์กล่าวด้วยว่า BCPG อนุมัติซื้อบริษัทเจ้าของคลังน้ำมันก่อนบริษัทนั้นจดทะเบียนจัดตั้งประมาณหนึ่งเดือน อีกทั้งขณะตัดสินใจยังไม่มีข้อมูลมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV และผลกำไรขาดทุน โดยตัวเลข NAV ปรากฏหลังการซื้อผ่านไปกว่าหนึ่งปี
นายกรณ์ ระบุว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ก.ล.ต. ก่อนที่ DSI จะรับเรื่องเป็นคดีพิเศษ อย่างไรก็ตาม เขากังวลต่อการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบคดี และเห็นว่ายังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนจาก ก.ล.ต.
ส่วนคุณสมบัติกรรมการบริษัท นายกรณ์อ้างถึงคำชี้แจงของ ก.ล.ต. ในกรณีหุ้น VGI ที่กล่าวถึงอดีตกรรมการบางจาก นายณัฐกร อธิธนาวานิช ซึ่งถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหารวมถึงฟอกเงินและความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ โดยตั้งคำถามต่อคำชี้แจงว่ายังดำรงตำแหน่งได้จนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน เขาเห็นว่าควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามระเบียบของ ก.ล.ต. หรือไม่
นายกรณ์ยังเสนอให้ตรวจสอบการกระจายถือหุ้นในสัดส่วน 9.999% และพฤติการณ์ของบุคคลที่อาจร่วมกันถือหุ้น หรือ Acting in Concert ว่าเป็นการปกปิดเจ้าของที่แท้จริงหรือหลีกเลี่ยงเกณฑ์กำกับดูแลหรือไม่ รวมถึงบทบาทของคนไทยที่อาจช่วยเปิดทางให้ทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยมิชอบ
ด้านการติดตามเส้นทางเงิน นายกรณ์เห็นว่า แม้ธุรกรรมผ่านบัญชีจะซับซ้อน แต่ยังตรวจสอบร่องรอยการโอนได้ ขณะที่ธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีสามารถติดตามข้อมูลบนบล็อกเชนได้ โดยมองว่าการตรวจสอบอย่างจริงจังมีความสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กังวลว่าจะถูกเอาเปรียบ
นายกรณ์ยังตั้งข้อสงสัยว่า ความล่าช้าในการตรวจสอบอาจเกี่ยวข้องกับอิทธิพลทางการเมือง โดยเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งผู้บริหาร ก.ล.ต. ในยุครัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เขากล่าวถึง ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตของนายกรณ์ ส่วนบุคคลที่ถูกพาดพิงอย่างนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมว.คลังซึ่งได้ต่อสู้และปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้ว.







