
ศึกเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้าน ปมต่อไทย 20% รอชี้ขาดอุทธรณ์
กองทัพเรือเลื่อนเซ็นสัญญาเรือฟริเกต รอผลอุทธรณ์ พร้อมยืนยันไม่ล็อกสเปก ขณะที่ภาคประชาชนจี้เพิ่มสัดส่วนต่อเรือในไทยและสิทธิประโยชน์
KEY
POINTS
- กองทัพเรือเลื่อนลงนามสัญญากับ Hanwha Ocean เพื่อรอคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาข้อโต้แย้งจากบริษัทที่ไม่ผ่านการคัดเลือก
- กองทัพเรือยืนยันว่าเกณฑ์ต่อเรือในไทยขั้นต่ำ 20% เปิดการแข่งขัน แต่ภาคประชาชนตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงลดจากเป้าหมายเดิม 100%
- ปัญหาระบบป้องกันตนเองของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช และมูลค่านโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจาสัญญาใหม่
โครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 17,000 ล้านบาทของกองทัพเรือเข้าสู่ช่วงชี้ขาด หลังบริษัท Hanwha Ocean จากเกาหลีใต้ผ่านเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงรายเดียวจากผู้ยื่นข้อเสนอทั้งหมด 6 ราย แต่กองทัพเรือต้องเลื่อนลงนามสัญญาออกไป เพื่อรอคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาคำร้องจากบริษัทที่ไม่ผ่านการคัดเลือก
ข้อถกเถียงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครชนะหรือแพ้ แต่ครอบคลุมถึงการกำหนดสัดส่วนต่อเรือในประเทศไทยขั้นต่ำเพียง 20% กระบวนการตัดสิทธิ์บริษัทคู่แข่ง ปัญหาเดิมของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช และสิทธิประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากงบประมาณก้อนนี้
เลื่อนเซ็นสัญญา รอผลอุทธรณ์ 2–3 เดือน
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า เอกชนมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 7 วันทำการหลังประกาศผล ขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้ว กองทัพเรือจึงรวบรวมเอกสารและความเห็นส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อเสนอคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณา กระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน
กองทัพเรือระบุว่า บริษัทส่วนใหญ่ยื่นอุทธรณ์เพราะยังไม่เข้าใจรายละเอียดของเอกสารหรือเงื่อนไขขอบเขตงาน หรือ TOR ไม่ได้กล่าวหาว่าบริษัทผู้ชนะทำผิด ก่อนหน้านี้กองทัพเรือเชิญอู่ต่อเรือทั้ง 11 รายเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ TOR แล้ว
ผลตรวจซองพบว่า Hanwha Ocean ผ่านเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงรายเดียว ส่วนอีก 5 รายไม่ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคและกฎหมาย กองทัพเรือยืนยันว่าไม่สามารถเปิดให้ผู้เสนอราคาแก้หรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมย้อนหลัง เพราะจะไม่เป็นธรรมต่อผู้แข่งขันรายอื่น
ตัวอย่างที่กองทัพเรือยกขึ้นชี้แจง คือบางบริษัทระบุในเอกสารสรุปว่าเสนอเรือขนาด 4,000 ตัน แต่แนบแบบเรือขนาด 3,600 ตัน เปรียบได้กับการเสนอสร้างบ้าน 4 ชั้น แต่ส่งแปลนบ้าน 3 ชั้น จึงถือเป็นข้อผิดพลาดที่กระทบสาระสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ภวัต ชูเอม แอดมินเพจ ThaiArmedForce เห็นว่า ข้อผิดพลาดบางรายการเป็นเพียงการพิมพ์ตัวเลขผิด หรือลืมแก้คำว่า “คอร์เวต” เป็น “ฟริเกต” ในเอกสารบางหน้า และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเปิดช่องให้ผ่อนผันข้อผิดพลาดที่ไม่ใช่สาระสำคัญได้ หากกองทัพเรือสงสัยว่าบริษัทที่เสนอสร้างเรือในไทยในสัดส่วนสูงจะทำได้จริงหรือไม่ ก็ควรให้บริษัทจัดทำแผนศึกษาความเป็นไปได้หรือแผนธุรกิจมาพิสูจน์
จุดต่างสำคัญจาก 100% เหลือขั้นต่ำ 20%
กองทัพเรือยืนยันว่าไม่ได้ล็อกสเปก และยังตั้งเป้าหมายสูงสุดให้ประเทศไทยต่อเรือได้ 100% แต่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 20% เพื่อเปิดให้บริษัทต่างๆ เข้าแข่งขัน ผู้ที่เสนอสร้างเรือในไทยเกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำจะได้รับคะแนนเพิ่ม
เหตุผลที่กองทัพเรือไม่บังคับสัดส่วน 100% มาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ความเสี่ยงต่อกำหนดส่งมอบ และความพร้อมของอู่เรือภายในประเทศ ส่วนอู่ราชนาวีมหิดลและอู่พระจุลจอมเกล้ามีภารกิจหลักด้านซ่อมบำรุง หากใช้อู่แห้งสร้างเรือขนาดใหญ่ ย่อมกระทบคิวซ่อมเรือลำอื่น
กองทัพเรือมองว่า ข้อเสนอสร้างเรือในไทย 20% ของ Hanwha Ocean เป็นกลยุทธ์บริหารต้นทุนและกำไร เพื่อรักษางบประมาณไว้เพิ่มคะแนนในส่วนอื่น
ภาคประชาชนกลับตั้งคำถามว่า ระหว่างขออนุมัติงบประมาณจากรัฐสภา กองทัพเรือเคยชี้แจงว่าจะต่อเรือในไทย 100% เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ แต่เมื่อออก TOR กลับกำหนดขั้นต่ำเพียง 20% ขณะที่บริษัทอื่นเสนอไว้ตั้งแต่ 40% ถึง 100%
ภวัตอธิบายว่า การต่อเรือในประเทศ 100% ไม่ได้หมายความว่าคนไทยต้องทำทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่ม บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาบริหารโครงการ ถ่ายทอดความรู้ และสอนการวางโครงสร้างเรือฟริเกตในอู่ของกองทัพเรือหรืออู่เอกชน วิธีนี้จะช่วยพัฒนาเครื่องมือ เครน และทักษะของอุตสาหกรรมต่อเรือไทยในระยะยาว
ปมเรือหลวงภูมิพลฯ ตามมาถึงสัญญาใหม่
อีกข้อสงสัยอยู่ที่ปัญหาของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งอู่ DSME ต่อให้กองทัพเรือ ก่อนที่ Hanwha Group จะเข้าซื้อกิจการและเปลี่ยนชื่อเป็น Hanwha Ocean ทำให้สิทธิและหน้าที่ตามสัญญารับประกันโอนมายังบริษัทใหม่
กองทัพเรือชี้แจงว่า ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด หรือ CIWS ชำรุดก่อนครบระยะรับประกัน 1 ปี จึงยื่นเคลมทันที แต่วิศวกรเข้าซ่อมล่าช้าเพราะสถานการณ์โควิด-19 ระบบดังกล่าวเป็นอุปกรณ์จากสหรัฐฯ ที่กองทัพเรือเลือกเอง ส่วน Hanwha Ocean ทำหน้าที่ต่อเรือและรวมระบบ จึงต้องประสานผู้ผลิตจากสหรัฐฯ
กองทัพเรือยืนยันว่าติดตามงานมาโดยตลอด และขณะนี้เรียกร้องทั้งการซ่อมและการเยียวยาจาก Hanwha Ocean พร้อมแยกกรณีนี้ออกจากการประมูลเรือฟริเกตลำใหม่ โดยเห็นว่าบริษัทไม่ได้ทิ้งงาน
ด้านภาคประชาชนระบุว่า เรือหลวงภูมิพลฯ มีปัญหาต่อเนื่องทั้งระบบสร้างฟองอากาศ เขม่าจากเครื่องยนต์ และ CIWS ซึ่งเป็นปราการสุดท้ายสำหรับสกัดจรวดหรืออากาศยาน การที่ระบบนี้ใช้งานไม่ได้ย่อมกระทบความปลอดภัยของลูกเรือและความพร้อมรบ จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดกองทัพเรือจึงมาเร่งติดตามในช่วงที่ Hanwha Ocean กำลังจะชนะโครงการใหม่
ต่อรองสเปกและผลประโยชน์ก่อนลงนาม
คณะกรรมการร่างสัญญากำลังเจรจากับ Hanwha Ocean เพื่อเพิ่มสเปกและเงื่อนไขให้คุ้มค่ากับงบประมาณ 17,000 ล้านบาท รวมถึงนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ หรือ Offset Policy ซึ่งไม่ใช่ของแถม แต่รวมอยู่ในงบประมาณแล้ว
กองทัพเรือเตรียมกระจายผลประโยชน์จากนโยบายนี้ไปยังหน่วยงานและอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ
ภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตต่อมูลค่าชดเชยทางเศรษฐกิจ 7,200 ล้านบาท ทั้งการนำค่าจ้างเจ้าหน้าที่ในเกาหลีใต้มารวม การลงทุนเครื่องมือในไทยราว 100–200 ล้านบาท เทคโนโลยีบางรายการที่คล้ายกับโครงการเดิม และทุนปริญญาโทราว 20 กว่าทุน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบ
ThaiArmedForce ยืนยันว่าไม่ต้องการล้มโครงการ เพราะกองทัพเรือจำเป็นต้องมีเรือฟริเกต แต่เสนอให้ใช้ช่วงเจรจาเพิ่มขีดความสามารถของเรือและผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ เนื่องจากเรือลำนี้ต้องใช้งานประมาณ 30 ปี พร้อมผลักดันสัดส่วนการต่อเรือในประเทศจาก 20% ไปสู่ 40% 60% และ 100% เพื่อให้ไทยพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต.
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก







