
ศาลฎีการับคดีเลือก สว.ผิดกลุ่ม จับตาบรรทัดฐานฟ้อง กกต.
ศาลฎีกานัดตรวจหลักฐานคดีเลือก สว.ผิดกลุ่ม 27 ต.ค. ทนายสิทธิฯ ชี้คำวินิจฉัยอาจเปิดทางผู้เสียหายฟ้องตรงและกระทบสถานะ สว.
KEY
POINTS
- ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569 และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569
- ผู้ฟ้องโต้แย้งว่า กกต. รับรองผู้สมัคร 2 รายในกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น ทั้งที่อาชีพอาจเข้าข่ายกลุ่มอาชีพอิสระ
- ทนายสิทธิมนุษยชนมองว่า คดีอาจวางบรรทัดฐานเรื่องสิทธิฟ้องตรงต่อศาล รวมถึงความรับผิดของผู้สมัครและเจ้าหน้าที่
ปมผู้ค้าหมูสด–ร้านก๋วยเตี๋ยว สมัครผิดกลุ่มหรือไม่
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ปี 2567 กำลังเผชิญบททดสอบทางกฎหมายอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569 ไว้พิจารณา พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 5
ขั้นตอนตรวจพยานหลักฐานมีเป้าหมายเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตรวจบัญชีพยาน และวางกรอบไต่สวนก่อนเข้าสู่เนื้อหาคดี การรับคดีไว้พิจารณาจึงยังไม่ใช่คำตัดสินว่าใครกระทำผิด
นายอัครวัฒน์ พงษ์ทนาฤทธกุล สว.สำรอง เป็นผู้ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อพิพาทอยู่ที่การรับรองคุณสมบัติของผู้สมัคร สว. 2 ราย ได้แก่ นางแดง กองมา ซึ่งประกอบอาชีพค้าหมูสด และนายสมพาน พละศักดิ์ ซึ่งประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยว
ผู้ฟ้องเห็นว่าอาชีพของทั้งสองคนควรอยู่ในกลุ่ม 19 หรือกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กลับรับรองให้ลงสมัครในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น
ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งลักษณะอาชีพจริง หลักฐานที่ผู้สมัครยื่นต่อเจ้าหน้าที่ และหลักเกณฑ์ที่ กกต. ใช้แบ่งกลุ่ม รวมถึงตรวจสอบว่าการรับรองดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่
จับตาสิทธิประชาชนฟ้องตรงต่อศาล
นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความสิทธิมนุษยชน มองว่า คดีนี้มีความสำคัญเพราะอาจช่วยวางหลักว่า ผู้สมัครหรือผู้เสียหายสามารถนำข้อพิพาทจากการเลือก สว. เข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้เพียงใด
หากศาลวินิจฉัยรับรองช่องทางดังกล่าวอย่างชัดเจน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งยกคำร้องของ กกต. อาจใช้คดีนี้ประกอบการยื่นฟ้องต่อศาลในอนาคต โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องสมัครผิดกลุ่ม ขาดคุณสมบัติ หรือเลือกกันโดยไม่สุจริต
อย่างไรก็ตาม คำสั่งรับคดีครั้งนี้ยังไม่ยืนยันว่าคำกล่าวหามีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษผู้ใด ต้องรอศาลตรวจหลักฐาน ฟังคำชี้แจงของคู่ความ และวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อน
คำพิพากษาอาจกระทบตั้งแต่ผู้สมัครถึงเจ้าหน้าที่
นายนรเศรษฐ์ระบุว่า หากศาลวินิจฉัยว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือสมัครผิดกลุ่ม ผลคดีอาจกระทบสถานะของผู้ดำรงตำแหน่ง สว. และเปิดทางให้เลื่อนผู้มีชื่อในบัญชีสำรองขึ้นมาทดแทนตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ส่วนผู้สมัครที่รู้อยู่แล้วว่าตนขาดคุณสมบัติ แต่ยังยื่นสมัครหรือรับรองข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจเผชิญคดีอาญา ทั้งนี้ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลนั้นรู้ข้อเท็จจริงและมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย
หากศาลเพิกถอนคำรับรอง คำพิพากษายังอาจกลายเป็นหลักฐานให้ผู้เกี่ยวข้องร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงขอให้ตรวจสอบความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
แต่คำพิพากษาในคดีเลือกตั้งจะไม่ทำให้เจ้าหน้าที่มีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ ผู้กล่าวหายังต้องพิสูจน์หน้าที่ การกระทำ เจตนา และความเสียหายในกระบวนการอาญาแยกต่างหาก
นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคมจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ศาลจะกำหนดว่าคดีต้องพิสูจน์เรื่องใดและเปิดให้ใช้หลักฐานชุดใด ก่อนตอบคำถามหลักว่า กกต. รับรองผู้สมัครถูกกลุ่มหรือไม่ และคดีนี้จะขยายช่องทางตรวจสอบการเลือก สว. ได้ไกลเพียงใด







