
กสทช.ประชุมล่ม 8 ครั้ง “วัส” เสนอ 2 ทางออกคลี่ปมอำนาจประธาน
กสทช.ค้างกว่า 170 วาระ หลังประชุมล่ม 8 ครั้งติด “วัส ติงสมิตร” ชี้คำสั่งรับฟ้องยังไม่ใช่คำพิพากษา เสนอขอศาลวางมาตรการชั่วคราว
KEY
POINTS
- การประชุม กสทช.ล่ม 8 ครั้งติดต่อกัน ทำให้วาระสำคัญค้างกว่า 170 เรื่อง
- “วัส ติงสมิตร” ชี้ศาลรับฟ้องคดี “หมอสรณ” ไม่ได้หมายความว่าศาลวินิจฉัยสถานะประธานแล้ว
- เสนอให้ขอศาลเร่งพิจารณามาตรการชั่วคราว และหารือเปิดประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม
วิกฤตภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทวีความรุนแรง หลังการประชุมบอร์ดล่มเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน เนื่องจากประธานแจ้งติดภารกิจกะทันหัน ส่งผลให้มีวาระค้างพิจารณากว่า 170 เรื่อง กระทบงานกำกับดูแลกิจการสื่อสาร โรดแมปทีวีดิจิทัล และผลประโยชน์สาธารณะ
ความขัดแย้งส่วนหนึ่งเกิดจากการตีความคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ซึ่งรับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไว้พิจารณา ในคดีที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
กรรมการบางส่วนเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหามีผลให้ประธานพ้นจากตำแหน่งแล้ว และกรรมการที่เหลือ 6 คนสามารถเปิดประชุมเพื่อเดินหน้าพิจารณาวาระต่าง ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณา เพื่อรับรองว่าผู้ฟ้องเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายและมีสิทธิฟ้องคดี ศาลยังไม่ได้พิพากษาว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นายวัสระบุว่า การนำคำสั่งชั้นรับฟ้องไปสรุปว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งอย่างเด็ดขาด จึงเป็นการปะปนระหว่างสิทธิฟ้องคดีกับผลแพ้ชนะในเนื้อหาคดี และอาจเปิดช่องให้เกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายตามมา
ด้านกรรมการ กสทช.กลุ่ม 3 เสียง อ้างหลักตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 42 ซึ่งกำหนดให้คำสั่งทางปกครองยังมีผล ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวจากศาล
ฝ่ายดังกล่าวจึงเห็นว่า กรรมการที่เหลือ 6 คนควรประชุมตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ ขณะที่สำนักงาน กสทช.เห็นว่าไม่ควรดำเนินการใดที่อาจกระทบสถานภาพของประธานระหว่างที่คดียังอยู่ในการพิจารณา
นายวัสเสนอทางออก 2 แนวทาง ได้แก่ ให้กรรมการอย่างน้อย 3 คนยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ชี้แจงผลกระทบจากวาระค้างและขอให้เร่งพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับหรือกำหนดมาตรการชั่วคราว เพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องอำนาจหน้าที่
อีกแนวทางคือ ให้กรรมการที่เหลือร่วมกันหารือการประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม โดยกำหนดให้ชัดว่าใครมีอำนาจเรียกประชุมและทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้ทุกขั้นตอนชอบด้วยกฎหมาย พร้อมย้ำว่าการคลี่คลายวิกฤตต้องยึดหลักนิติธรรม ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
แหล่งที่มา : เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







