
น้ำเงินพลิกเกม ภูมิใจไทยรุกกลับ จากผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กล่าวหาเต็มตัว
เมื่อแรงกดดันจากคดีฮั้ว สว. และโกงสอบท้องถิ่นถาโถม ภูมิใจไทยจึงเลือกไม่ถอย แต่เปิดเกมกฎหมาย ขยายแนวตรวจสอบ และเปลี่ยนการปกป้องพรรคเป็น KPI ทางอำนาจ ในอนาคต
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากฝ่ายตั้งรับเป็นฝ่ายรุกกลับเต็มตัวภายใต้ชื่อ "น้ำเงินพลิกเกม" เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว. และทุจริตสอบท้องถิ่น
- ใช้วิธีการทางกฎหมายตั้งคำถามกลับถึงที่มาของหลักฐานฝ่ายตรงข้าม และขยายกรอบการตรวจสอบคดีทุจริตย้อนหลังไปในสมัยรัฐบาลอื่นเพื่อลดแรงกดดัน
- ใช้กลไกรัฐสภาผ่าน สส. และ สว. เป็นเครื่องมือตอบโต้ พร้อมทั้งตั้งให้การปกป้องพรรคเป็นตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ของบุคลากรทางการเมือง
จากพรรคการเมืองที่ต้องตั้งรับข้อกล่าวหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ภูมิใจไทย กำลังเปลี่ยนจังหวะการต่อสู้ครั้งสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “น้ำเงินพลิกเกม” ซึ่งมีเป้าหมายดึงพรรคออกจากสถานะผู้ถูกกล่าวหา แล้วขยับขึ้นมาเป็นฝ่ายตั้งคำถาม ตรวจสอบ และกล่าวหาคู่ขัดแย้ง
ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ครอบคลุมทั้งการใช้กฎหมายตอบโต้ การขยายวงตรวจสอบคดีทุจริต การใช้กลไกรัฐสภา ตลอดจนการวัดผลงานรัฐมนตรีและ สส.จากความสามารถในการปกป้องพรรค
เบื้องหลังเกมรุก คือแรงกดดันจาก2สมรภูมิสำคัญ ได้แก่ คดีฮั้วเลือกสว.และการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล้วนมีโอกาสสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเสถียรภาพทางการเมืองของพรรค
พลิกจากผู้ถูกกล่าวหา สู่ผู้ตั้งคำถาม
แนวรุกด้านแรก คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือตอบโต้ หรือ “Lawfare” โดยพรรคไม่ได้มุ่งชี้แจงเฉพาะเนื้อหาของข้อกล่าวหา แต่ย้อนตรวจสอบที่มาของหลักฐานและกระบวนการเปิดเผยข้อมูลด้วย
กรณีข้อมูลการใช้โทรศัพท์หรือ Call Base ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. พรรคและบุคคลที่เกี่ยวข้องตั้งคำถามกลับไปยังผู้เผยแพร่ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ว่าได้ข้อมูลเหล่านั้นมาอย่างไร และการครอบครองหรือนำมาเปิดเผยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หัวใจของยุทธศาสตร์นี้ คือการเปลี่ยนจุดสนใจของสังคมจากคำถามว่า “ข้อมูลบอกอะไร” ไปสู่คำถามใหม่ว่า “ข้อมูลมาจากไหน” และ “คนเปิดเผยมีความผิดหรือไม่”
พร้อมกันนั้น ยังมีความพยายามชี้ว่าข้อมูลบางส่วนอยู่ในสำนวนการสอบสวนหรืออาจเป็นความลับของทางราชการ การนำออกเผยแพร่จึงอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ก่อนส่งเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง
ผลทางการเมือง ที่พรรคต้องการ คือทำให้ฝ่ายเปิดโปงต้องเปลี่ยนจากผู้รุกมาเป็นผู้ตั้งรับ และทำให้ความน่าเชื่อถือของหลักฐานถูกตั้งคำถาม แม้เนื้อหาภายในหลักฐานนั้นยังไม่ได้รับคำตอบอย่างครบถ้วนก็ตาม
อีกด้านหนึ่ง พรรคยังพยายามขยายข้อกล่าวหาไปยังกลุ่มการเมืองอื่น เพื่อสร้างภาพว่าพฤติการณ์ฮั้วหรือการจัดตั้งเครือข่ายในการเลือก สว. ไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาที่ผูกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ขยายวงโกงสอบ ย้อนอดีตถึงปี 2560
ในสมรภูมิทุจริตสอบท้องถิ่น ภูมิใจไทยเลือกใช้ยุทธศาสตร์ขยายกรอบเวลาและขอบเขตการตรวจสอบ แทนการปล่อยให้ความรับผิดชอบถูกจำกัดอยู่ในช่วงที่พรรคกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย
ข้อเสนอให้ตรวจสอบย้อนหลังไปถึงปี 2560 มีนัยสำคัญทางการเมือง เพราะเป็นช่วงที่ภูมิใจไทยยังไม่ได้เข้ามาดูแลกระทรวงมหาดไทย หากพบความผิดปกติเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็จะช่วยสนับสนุนคำอธิบายว่า ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นโรคเรื้อรังของระบบ ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในยุคของพรรค
การขยายวงตรวจสอบจึงมีผลสองด้าน ด้านหนึ่งเปิดโอกาสให้ค้นหาต้นตอและเครือข่ายทุจริตได้กว้างขึ้น แต่อีกด้านก็ช่วยกระจายแรงกดดันทางการเมืองออกจากผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ไปสู่รัฐบาลและผู้กำกับดูแลระบบในอดีต
ขณะเดียวกัน การจับกุมเครือข่ายนายหน้า ซึ่งมีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย รวมอยู่ด้วย ถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบภาพลักษณ์ว่า กระบวนการสอบสวนไม่ได้ละเว้นฝ่ายใด และพร้อมดำเนินการกับบุคคลทางการเมืองทุกกลุ่ม
จากเดิมที่พรรคถูกตั้งคำถามว่าใครต้องรับผิดชอบ เกมจึงถูกเปลี่ยนเป็นคำถามว่า ขบวนการนี้เริ่มต้นเมื่อใด ใครได้รับประโยชน์ และเหตุใดจึงปล่อยให้ฝังรากอยู่ในระบบมานานหลายปี
ใช้กรรมาธิการ–สว.สายน้ำเงินเป็นแนวรบ
อีกหนึ่งองค์ประกอบของ “น้ำเงินพลิกเกม” คือการใช้กลไกรัฐสภาและตัวบุคคลเป็นฐานตอบโต้ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการที่มี สส.ภูมิใจไทยดำรงตำแหน่งสำคัญ
กรรมาธิการสามารถเรียกเอกสาร เชิญบุคคลมาให้ข้อมูล และกำหนดประเด็นการตรวจสอบได้ จึงเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับดึงข้อมูลอีกด้านเข้าสู่สาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนคำอธิบายที่เป็นประโยชน์ต่อพรรค
ชื่อของ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ถูกจับตามองในฐานะบุคคลที่มีบทบาทในประเด็นนโกงสอบท้องถิ่น ขณะที่สมรภูมิคดีฮั้ว สว. มีการระดมสมาชิกวุฒิสภาที่เชี่ยวชาญกฎหมายและอดีตข้าราชการตำรวจออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน
การเคลื่อนไหวของ สว.กลุ่มดังกล่าวไม่เพียงปกป้องตัวบุคคล แต่ยังช่วยประคองความชอบธรรมของวุฒิสภา ซึ่งถูกตั้งคำถามจากข้อกล่าวหาเรื่องกระบวนการได้มาของสมาชิก
อย่างไรก็ตาม ยิ่ง สว.ออกมาตอบโต้ในทิศทางเดียวกับภูมิใจไทยมากเท่าใด ข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “สภาสูง” กับ “สีน้ำเงิน” ก็ยิ่งเป็นประเด็นที่พรรคต้องอธิบายต่อสังคมมากขึ้นเช่นกัน
ปกป้องพรรค กลายเป็น KPI ทางการเมือง
ความเข้มข้นของยุทธศาสตร์รุกกลับยังสะท้อนผ่านการนำผลงานด้านการตอบโต้ทางการเมืองมาเป็นตัวชี้วัด หรือ KPI ของรัฐมนตรี สส. และบุคลากรในพรรค
ภายใต้แนวทางนี้ ผู้ที่สามารถชี้แจงข้อกล่าวหา เปิดเกมรุก หรือปกป้องชื่อเสียงของ “โรงเรียน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะได้รับการยอมรับและสะสมคะแนนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดวางตำแหน่งหรือการปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต
บุคคลที่ถูกมองว่าทำคะแนน ได้แก่ ยุทธนา โพธสุธน จากบทบาทปกป้องพรรค ศุภชัย ใจสมุทร ซึ่งเคลื่อนไหวทั้งประเด็นคดี สว.และเขากระโดง รวมถึงอัดพล สันไตรภพ จากการขับเคลื่อนเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น
เมื่อการปกป้องพรรคถูกผูกเข้ากับความก้าวหน้าทางการเมือง คนในพรรคย่อมมีแรงจูงใจออกมาตอบโต้มากขึ้น ส่งผลให้การสื่อสารมีเอกภาพและเกิดแรงกระเพื่อมพร้อมกันหลายแนวรบ
แต่ยุทธศาสตร์นี้ก็มีความเสี่ยง หากการแข่งขันทำคะแนนนำไปสู่การกล่าวหาที่รุนแรงเกินข้อเท็จจริง หรือทำให้การตรวจสอบปัญหาสาธารณะกลายเป็นเพียงสงครามระหว่างฝ่ายการเมือง
เกมรุกที่ตั้งอยู่บนเดิมพันสูง
การเปิดปฏิบัติการ “น้ำเงินพลิกเกม” อย่างเต็มกำลัง สะท้อนว่าภูมิใจไทยประเมินแล้วว่า คดีและข้อกล่าวหาที่เผชิญอยู่จะไม่ย้อนกลับมาสร้างความเสียหายขั้นรุนแรงต่อพรรค จึงกล้าเดินหน้าจากการตั้งรับไปสู่การรุกกลับ
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้วัดจากจำนวนคดีที่ฟ้องกลับ หรือจำนวนบุคคลที่ออกมาตอบโต้เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าพรรคจะสามารถตอบคำถามหลักของสังคมได้หรือไม่ ทั้งความจริงในคดีฮั้ว สว. ผู้รับผิดชอบต่อการโกงสอบท้องถิ่น และมาตรฐานความโปร่งใสของผู้มีอำนาจ
ท้ายที่สุด การพลิกเกมอาจช่วยเปลี่ยนฝ่ายที่ถือไมโครโฟนได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริง หากคำถามสำคัญของประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบ.







