
โกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย รัฐบาลอนุทินโยน อปท.รับเผือกร้อนลงนามเพิกถอน
คำสั่งเพิกถอน 5,925 รายไม่ได้หยุดอยู่ที่ส่วนกลาง แต่ไหลลงสู่โต๊ะนายก อปท. ผู้ต้องเซ็นเลิกจ้าง ท่ามกลางคำถามว่าใครควรรับความเสี่ยงทางกฎหมาย ในปมใหญ่ครั้งนี้
KEY
POINTS
- คณะกรรมการกลางมีมติให้เพิกถอนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น 5,925 ราย แต่ผลักภาระให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ลงนามในคำสั่ง
- ผู้บริหาร อปท. ทั่วประเทศลังเลที่จะลงนาม เนื่องจากส่วนกลางส่งมาเพียงรายชื่อแต่ขาดหลักฐานรายบุคคล ทำให้เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหากคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- รัฐบาลโดยนายกฯ อนุทินระบุว่าคดีเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. และไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่ในทางปฏิบัติเป็นการโยนความรับผิดชอบและความเสี่ยงทางกฎหมายให้ผู้บริหารท้องถิ่น
คดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่นกำลังเดินเข้าสู่จุดที่ซับซ้อนกว่าการตามหาว่า “ใครโกงสอบ” เพราะหลังคณะกรรมการกลางและคณะกรรมการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นมีมติให้ยกเลิกบัญชีและเพิกถอนการบรรจุผู้สอบผ่าน 5,925 ราย ซึ่งถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการสอบโดยไม่สุจริตหรือมีการแก้ไขคะแนน ภาระสำคัญกลับถูกส่งต่อจากส่วนกลางลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
ปัญหาอยู่ตรงที่ อปท.ไม่ได้รับเพียงหน้าที่ทางธุรการ แต่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเป็นผู้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนด้วยตัวเอง
นั่นทำให้คดีที่เริ่มต้นจากความผิดปกติในสนามสอบ กำลังกลายเป็นข้อพิพาทเรื่อง “ใครต้องรับผิดชอบ” หากคำสั่งเลิกจ้างในท้ายที่สุดถูกศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จากมติส่วนกลาง สู่ลายเซ็นของนายก อปท.
ตามโครงสร้างการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น นายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบจ. เป็นผู้ลงนามในคำสั่งบรรจุแต่งตั้ง และย่อมเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งเพิกถอนการแต่งตั้งด้วย
เมื่อส่วนกลางส่งรายชื่อผู้ที่จะต้องถูกเพิกถอนลงมา แต่ไม่ได้ส่งพยานหลักฐานเฉพาะตัวของแต่ละคนมาพร้อมกัน ผู้บริหารท้องถิ่นจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะตัดสินใจ
หากไม่ดำเนินการ ก็อาจถูกตั้งคำถามว่าไม่ปฏิบัติตามมติของหน่วยงานกลาง แต่หากรีบลงนามเพิกถอนโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ ผู้บริหาร อปท.ก็อาจกลายเป็นผู้ถูกฟ้องโดยตรง
ยิ่งเมื่อ อปท.แต่ละแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล การอ้างว่าปฏิบัติตามคำสั่งหรือมติจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะตัดความรับผิดทางกฎหมายออกไปได้
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายพื้นที่เลือก “ชะลอ” การลงนาม
จุดอ่อนสำคัญ: มีรายชื่อ แต่หลักฐานรายบุคคลอยู่ไหน
หัวใจของข้อกังวลจากฝ่ายท้องถิ่น คือข้อมูลที่ส่งลงมามีลักษณะเป็นรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน แต่ยังขาดรายละเอียดที่จะอธิบายเป็นรายคนว่า บุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างไร
คำถามที่ท้องถิ่นต้องการคำตอบมีตั้งแต่ ใครเป็นผู้แก้คะแนน คะแนนเดิมเท่าใด ถูกเปลี่ยนเป็นเท่าใด ผู้สอบรู้เห็นกับการแก้ไขหรือไม่ หรือมีพฤติการณ์อื่นใดที่พิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สุจริต
ความแตกต่างตรงนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้ถูกเพิกถอนจำนวนหนึ่งได้ลาออกจากงานเดิม เข้ารับราชการ แต่งเครื่องแบบ และปฏิบัติหน้าที่จริงมาแล้ว
หากบุคคลใดยืนยันว่าตนเองเข้าสอบโดยสุจริตและไม่เคยรู้ว่าคะแนนถูกแก้ไข การออกคำสั่งให้ออกจากราชการโดยปราศจากเหตุผลและหลักฐานเฉพาะตัว ย่อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการฟ้องร้องทางปกครองหรือการดำเนินคดีต่อผู้ลงนามได้
ด้วยเหตุนี้ อปท.หลายแห่งจึงมองว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาเองเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อยเพื่อสร้างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนออกคำสั่งที่กระทบต่อสถานะของบุคคลอย่างรุนแรง
ปัญหาใหญ่กว่า 5,925 ราย เพราะคดีอาญายังเดินช้า
ความย้อนแย้งอีกด้านหนึ่งคือ แม้มาตรการทางปกครองจะเดินหน้าไปถึงขั้นเตรียมเพิกถอนบุคลากรหลายพันคน แต่กระบวนการสอบสวนคดีอาญาตามข้อมูลชุดนี้ยังอยู่ในช่วงต้น
คดีถูกระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 6,000 คน และมีผลประโยชน์สะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท แต่การสอบปากคำของ ป.ป.ช. ขณะนี้เพิ่งดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องระดับปฏิบัติการ 16 คน ขณะที่ยังไม่มีการเรียกผู้สอบผ่านหรือผู้ที่อยู่ในบัญชีเพิกถอนมาสอบปากคำเป็นรายบุคคล
ภาพจึงเกิดความไม่สมดุลอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่ง ผู้สอบผ่านหลายพันคนกำลังเผชิญผลทางปกครองที่อาจทำให้สูญเสียตำแหน่ง ส่วนอีกด้าน ตัวการสำคัญหรือเครือข่ายระดับสูงที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าวางระบบทุจริตยังอยู่ระหว่างการติดตามข้อเท็จจริง
ข้อมูลจากการตรวจสอบในชั้นกรรมาธิการตามที่ระบุมา ยังพบว่าพยานหลักฐานในเวลานี้เชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองระดับท้องถิ่น แต่ยังไม่ถึงนักการเมืองระดับชาติ
ข้อเสนอเรียกเงินเดือนคืน ยิ่งเติมเชื้อความขัดแย้ง
อีกมาตรการที่สร้างแรงกระเพื่อม คือข้อเสนอให้ยกเลิกการขึ้นบัญชี และเรียกเงินเดือนคืนจากผู้ที่ได้รับการบรรจุและปฏิบัติงานไปแล้ว
ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เพราะหากบุคคลหนึ่งทำงานจริง ได้รับมอบหมายภารกิจจริง และยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าเจ้าตัวร่วมกระทำการทุจริต การเรียกเงินเดือนคืนทั้งหมดอาจกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายอีกระลอก
ขณะเดียวกัน คณะตรวจสอบระบบที่มี รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นแกนนำ ยังเสนอให้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และจริยธรรม รวมถึงให้สำนักงาน ก.พ.จัดทำฐานข้อมูลกลางหรือบัญชีดำผู้ทุจริตสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปสมัครสอบราชการในหน่วยงานอื่น
มาตรการนี้อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริต หากสามารถพิสูจน์ตัวบุคคลและพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจน แต่หากกระบวนการคัดแยกผู้กระทำผิดกับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการแก้คะแนนยังไม่เสร็จสิ้น การลงโทษแบบเหมารวมก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อพิพาท
ปมรหัสผ่าน มหาวิทยาลัย และคำถามถึงระบบจัดสอบ
คดียังไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้เข้าสอบ เพราะข้อมูลการตรวจสอบยังพาดพิงถึงกระบวนการจัดสอบและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะผู้จัดสอบรอบล่าสุดกำลังถูกตรวจสอบในทางคดี โดยมีข้อมูลเรื่องการรั่วไหลของรหัสผ่าน และมีคำให้การที่พาดพิงถึงการส่งข้อมูลหรือรหัสผ่านให้บุคคลอื่นตามคำสั่งของผู้บริหาร สถ. ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่ต้องผ่านการพิสูจน์ในกระบวนการสอบสวน
ขณะที่มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเคยจัดสอบในปี 2564 และพบปัญหาทุจริตครั้งใหญ่ ถูกระบุว่าไม่รับจัดสอบครั้งใหม่ภายใต้หลักเกณฑ์เดิม
จุดนี้ทำให้คำถามขยายจาก “ใครซื้อข้อสอบ” ไปสู่ “ระบบจัดสอบถูกออกแบบและควบคุมอย่างไร” เพราะหากช่องโหว่อยู่ในโครงสร้างส่วนกลาง การผลักภาระขั้นสุดท้ายให้นายก อปท.เป็นผู้รับความเสี่ยงเพียงลำพัง ย่อมไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุของปัญหา
นายกฯ ย้ำ ป.ป.ช.ทำคดี รัฐบาลไม่แทรกแซง
ในระดับรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลและรมว.มหาดไทย ระบุว่าคดีอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ พร้อมแสดงความมั่นใจว่ายังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงมาถึงรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีได้กำชับรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น
แต่โจทย์ทางการเมืองในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลังการทุจริต
คำถามที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ คือ หากส่วนกลางเป็นผู้จัดระบบสอบ ตรวจพบความผิดปกติ และมีมติให้เพิกถอน แล้วเหตุใดความเสี่ยงจากการออกคำสั่งจึงต้องมาตกอยู่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งไม่ได้เป็นผู้ถือพยานหลักฐานทั้งหมด
บทสรุป: ต้องแยก “คนโกง” ออกจาก “คนที่ถูกแก้คะแนน”
การกวาดล้างทุจริตสอบราชการจำเป็นต้องเด็ดขาด เพราะตำแหน่งราชการไม่ควรถูกซื้อขายด้วยเงินหรือเครือข่ายอำนาจ แต่ความเด็ดขาดต้องเดินคู่กับความแม่นยำของพยานหลักฐาน
หากผู้ทุจริตมี 5,925 คน ทุกคนต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากในรายชื่อดังกล่าวมีผู้ที่เข้าสอบโดยสุจริตและไม่รู้ว่าคะแนนของตนถูกแก้ไข รัฐก็จำเป็นต้องมีกระบวนการพิสูจน์ที่แยกคนสองกลุ่มออกจากกันให้ได้
มิฉะนั้น จากคดีที่ควรเปิดโปงขบวนการโกงสอบ อาจกลายเป็นมหากาพย์ฟ้องร้องระหว่างประชาชน ข้าราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
เผือกร้อนที่ถูกส่งลงจากส่วนกลางอาจไม่ได้เผาเฉพาะมือคนที่ต้องลงนาม แต่ย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงทั้งระบบว่า ในวันที่ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากโครงสร้างส่วนกลาง ใครกันแน่ควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อคำสั่งสุดท้าย







