
ไขข้อกฎหมาย ทำไมเพิกถอนบรรจุ 5,814 รายได้ แม้คดี ป.ป.ช. ยังไม่จบ
นักวิชาการอธิบาย การเพิกถอนคำสั่งบรรจุเป็นกระบวนการทางปกครอง แยกจากคดีอาญา จึงดำเนินการได้ทันทีเมื่อพบผลสอบผิดปกติ โดยไม่ต้องรอผลไต่สวนของ ป.ป.ช.
KEY
POINTS
- พบความผิดปกติในการสอบพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยผู้ได้รับการบรรจุ 5,814 ราย มีคะแนนประกาศผลไม่ตรงกับคะแนนดิบ
- การเพิกถอนคำสั่งบรรจุเป็นกระบวนการทางปกครองเพื่อแก้ไขคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการไต่สวนคดีอาญาของ ป.ป.ช.
- กระบวนการทางปกครอง (เพิกถอน) และทางอาญา (สอบสวนโดย ป.ป.ช.) มีเป้าหมายต่างกันและสามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้
กรณีตรวจพบความผิดปกติในการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจำนวน 5,814 ราย มีคะแนนประกาศผลไม่ตรงกับคะแนนดิบจากกระดาษคำตอบ กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์ภายหลังนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 (คลิกอ่าน) ว่า การเพิกถอนคำสั่งบรรจุสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้สิ้นสุดก่อน
ผลการตรวจสอบผู้มารายงานตัวเข้ารับราชการจำนวน 14,988 คน พบผู้มีคะแนนประกาศผลไม่ตรงกับคะแนนดิบจำนวน 5,814 คน หรือเกือบร้อยละ 39 ของผู้ได้รับการบรรจุทั้งหมด
ความผิดปกติแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก 3,621 คน มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากไม่ผ่านเกณฑ์เป็นผ่านเกณฑ์ กลุ่มที่สอง 1,713 คน มีคะแนนเพิ่มขึ้นจนอยู่ในลำดับที่สูงและได้รับสิทธิเลือกตำแหน่งก่อน ส่วนกลุ่มที่สาม 480 คน มีคะแนนคลาดเคลื่อนประมาณ 1 คะแนน หรืออาจเกิดจากปัญหาการสแกน ซึ่งยังต้องตรวจสอบกับกระดาษคำตอบตัวจริงที่ ป.ป.ช. อายัดไว้
นายวัสระบุว่า หากตรวจสอบยืนยันได้ว่าคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งอาศัยผลคะแนนที่ไม่ถูกต้อง หน่วยงานผู้มีอำนาจย่อมสามารถพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
การเพิกถอนดังกล่าวถือเป็นกระบวนการทางปกครอง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขคำสั่งของรัฐที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟื้นฟูความถูกต้องของระบบการแข่งขัน ไม่ใช่การชี้ว่าผู้ได้รับผลกระทบทุกคนเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดทางอาญา
ขณะที่กระบวนการของ ป.ป.ช. มีเป้าหมายแตกต่างออกไป โดยมุ่งตรวจสอบว่าใครเป็นผู้แก้ไขคะแนน ผู้เรียกรับผลประโยชน์ ผู้ร่วมขบวนการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัย
ดังนั้น กระบวนการทางปกครองและทางอาญาจึงสามารถดำเนินคู่ขนานกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอผลของอีกฝ่าย หากมีพยานหลักฐานเพียงพอในแต่ละกระบวนการ
สำหรับผู้ที่ถูกเพิกถอนการบรรจุ ยังมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง โดยสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเพิกถอนได้
นายวัสย้ำว่า การพบคะแนนไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 5,814 คนเป็นผู้ร่วมทุจริตทั้งหมด โดยบางรายอาจได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีคะแนนคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนตามความรู้ความสามารถ แต่เสียสิทธิจากผลคะแนนที่ผิดปกติ ก็ควรได้รับการเยียวยาและพิจารณาคืนสิทธิในการบรรจุ หากตรวจสอบพบว่าถูกเบียดออกจากลำดับอย่างไม่เป็นธรรม
กรณีดังกล่าวยังสะท้อนปัญหาเชิงระบบของกระบวนการสรรหาบุคลากรท้องถิ่น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบว่า การตรวจข้อสอบ การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผลคะแนน และการประกาศผลมีช่องโหว่ในขั้นตอนใด รวมถึงต้องขยายผลไปยังบุคคลหรือเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง
นายวัสเห็นว่า การเพิกถอนผู้ได้รับประโยชน์จากคะแนนที่ไม่ถูกต้องเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายสำคัญคือการตรวจสอบผู้วางแผน ผู้แก้ไขระบบ ผู้รับผลประโยชน์ และเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำ
ทั้งนี้ กรณีผู้มีคะแนนผิดปกติ 5,814 ราย จึงไม่เพียงเป็นคดีเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน แต่ยังเป็นบททดสอบว่าระบบราชการไทยจะสามารถรักษาหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และความเสมอภาคในการเข้าสู่ตำแหน่งของรัฐได้มากน้อยเพียงใด







