
ศาลรธน.เลือก ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ เป็นประธานคนใหม่ หลังลงคะแนน 4 รอบ
ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากคัดเลือก “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” เป็นประธานใหม่ หลังลงคะแนน 4 รอบ ชิงตำแหน่งกับ “จิรนิติ หะวานนท์” อย่างเข้มข้น
KEY
POINTS
- ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ หลังจากการลงคะแนนถึง 4 รอบ
- นายอุดมมีประสบการณ์ในสายงานตุลาการศาลยุติธรรมในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในปี 2563
- เคยเป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างมากที่วินิจฉัยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ในคดีวาระ 8 ปี
ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
การคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีการลงคะแนนถึง 4 รอบ ระหว่างนายอุดมกับนายจิรนิติ หะวานนท์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่นายอุดมจะได้รับเสียงสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
เปิดประวัติจากตุลาการศาลยุติธรรมสู่ประธานศาล รธน.
นายอุดมเกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2497 สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2517 เป็นเนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 28 และสำเร็จการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายอุดมเริ่มต้นเส้นทางการทำงานในตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ กองทัพเรือ ก่อนโอนย้ายเข้าสู่สายงานตุลาการศาลยุติธรรม และดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง
ทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา
ต่อมา นายอุดมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2563 โดยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด คือ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
แจ้งทรัพย์สินรวมคู่สมรส 24.3 ล้านบาท
ด้านทรัพย์สิน จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดมและคู่สมรสมีทรัพย์สินรวมประมาณ 24.3 ล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นทรัพย์สินของนายอุดมประมาณ 8.6 ล้านบาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินฝากและเงินลงทุน
หนึ่งในเสียงข้างมากคดีนายกรัฐมนตรี 8 ปี
สำหรับผลงานและคำวินิจฉัยสำคัญ นายอุดมเป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างมากในคดีวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายอุดมมีความเห็นว่า การนับระยะเวลา 8 ปีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ควรเริ่มนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ หรือนับจากวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว คือ วันที่ 9 มิถุนายน 2562
เหตุผลสำคัญคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคสี่ เป็นหลักการใหม่ จึงไม่ควรนำไปบังคับย้อนหลังกับผู้ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนหน้านั้น
นายอุดมยังระบุในคำวินิจฉัยส่วนตนว่า อำนาจทางการเมืองที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่พรรคการเมือง ซึ่งสามารถเปลี่ยนตัวบุคคลได้ตลอดเวลา และหากมีการบริหารบ้านเมืองที่ดี การใช้อำนาจเป็นเวลานานอาจไม่ก่อให้เกิดวิกฤต
ถ้อยคำ “พรรคประชาชนควรขอบคุณผม”
ก่อนหน้านี้ นายอุดมได้รับความสนใจจากถ้อยคำระหว่างการสัมมนาวิชาการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับกรณียุบพรรคก้าวไกล โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า “พรรคประชาชนควรต้องขอบคุณผม” ที่มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน พรรคใหม่ได้รับเงินบริจาคประมาณ 20–30 ล้านบาท
นายอุดมยังตั้งคำถามถึงวิธีการจัดตั้งพรรคใหม่ว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตหรือไม่ พร้อมใช้คำเปรียบเทียบว่าเป็น “เล่ห์กลอุบาย” ในการเข้าไปสวมรอยพรรคเดิม
นายอุดมยืนยันว่า หน้าที่ของตุลาการคือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมระบุว่าตนเองพร้อมรับผิดชอบต่อถ้อยคำดังกล่าว







