
ผ่าเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น 5 พันล้าน กระดาษเปล่า 5 แสน สั่นคลอนมหาดไทย
กระดาษคำตอบที่มีเพียงชื่อและเลขประจำตัวสอบ กลับพาเจ้าของเข้าสู่ราชการได้ด้วยเงิน 5 แสนบาท เบื้องหลังคือเครือข่ายโกงสอบที่สั่นคลอนมหาดไทยจนรัฐต้องเร่งถอนราก
KEY
POINTS
- พบเครือข่ายทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งใหญ่ โดยมีผู้ได้รับการบรรจุที่มีพฤติการณ์ผิดปกติกว่า 5,300 ราย และคาดว่ามีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 5 พันล้านบาท
- กลวิธีที่ใช้คือให้ผู้เข้าสอบจ่ายเงิน 500,000 บาท เพื่อส่งกระดาษคำตอบเปล่า แล้วให้ผู้สมรู้ร่วมคิดนำไปฝนคำตอบที่ถูกต้องในภายหลังเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ
- กรณีอื้อฉาวนี้ได้สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันให้ต้องสืบสวนสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ
ตัวเลขผู้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น 15,520 ราย อาจดูเหมือนความสำเร็จของระบบสรรหาบุคลากรภาครัฐ แต่เมื่อการตรวจสอบพบผู้มีคะแนนและพฤติการณ์ผิดปกติถึง 5,372 ราย หรือเกือบ1ใน3 ของผู้ได้รับการบรรจุทั้งหมด กลับกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อความน่าเชื่อถือของระบบราชการไทย
ยิ่งเมื่อมีการประเมินว่าเงินหมุนเวียนและมูลค่าความเสียหายจากขบวนการนี้อาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท คดีทุจริตสอบท้องถิ่นจึงเป็นภาพสะท้อนของเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้กำหนดระเบียบ เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการสอบ นายหน้าระดับพื้นที่ ภาคเอกชน ไปจนถึงผู้มีอำนาจซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เหนือกลไกตรวจสอบ
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจะสาวเส้นทางไปถึง “ตัวการใหญ่” ได้หรือไม่
5,372 รายผิดปกติ สัญญาณเตือนระบบสอบทั้งประเทศ
ข้อมูลที่นำมาประกอบรายงานนี้ระบุว่า จากผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 15,520 ราย พบกลุ่มที่มีความผิดปกติส่อไปในทางทุจริต 5,372 ราย ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงตำแหน่งราชการจำนวนมากที่อาจไม่ได้มาจากความรู้ ความสามารถ และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ทุกตำแหน่งที่ถูกซื้อขายย่อมมีผู้สอบโดยสุจริตอีกจำนวนหนึ่งต้องสูญเสียโอกาส ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจได้รับบุคลากรซึ่งไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามมาตรฐานเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ การบริการประชาชน และการบริหารงานในพื้นที่
ความเสียหายจึงสามารถแผ่ขยายเข้าสู่โครงสร้างราชการท้องถิ่นในระยะยาว เพราะเมื่อจุดเริ่มต้นของตำแหน่งมาจากเงินหลายแสนบาท ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ซื้อเก้าอี้จะนำเงินจากที่ใดมาชดเชยต้นทุน และประชาชนจะต้องจ่ายราคาให้กับระบบที่บิดเบี้ยวนี้อีกมากเพียงใด
กระดาษเปล่าราคา 5 แสน กลไกโกงที่แทบไม่ทิ้งร่องรอย
หนึ่งในวิธีการที่ถูกเปิดเผยคือการเสนอขายความสำเร็จในการสอบด้วยราคา 500,000 บาทต่อราย ผู้เข้าสอบเพียงเขียนชื่อและเลขประจำตัวสอบลงบนกระดาษคำตอบ ก่อนส่งกระดาษที่ยังไม่ได้ฝนตัวเลือกกลับเข้าสู่ระบบ
จากนั้น ผู้ที่สามารถเข้าถึงกระบวนการจัดเก็บและตรวจข้อสอบ จะนำกระดาษไปฝนคำตอบย้อนหลังให้ตรงกับเฉลย วิธีการนี้ช่วยลดร่องรอยของการแก้ไข เพราะไม่ปรากฏคราบลบ การฝนทับ หรือความผิดปกติที่ระบบตรวจข้อสอบทั่วไปสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
กลไกนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากผู้เข้าสอบเพียงฝ่ายเดียว ต้องมีผู้รู้ขั้นตอนการสอบอย่างละเอียด ตั้งแต่การควบคุมกระดาษคำตอบ การจัดเก็บ การขนส่ง การตรวจข้อสอบ ตลอดจนช่วงเวลาที่จะนำกระดาษออกมาแก้ไขโดยไม่ถูกตรวจพบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่สังคมต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้เปิดประตูให้กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นได้
เงา “ตัวใหญ่” เหนือขบวนการ
ข้อมูลจากแหล่งข่าวยังพาดพิงถึงบุคคลหลายกลุ่มซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีบทบาทในเครือข่าย มีทั้งบุคคลที่ถูกเรียกด้วยอักษรย่อว่า “นาย ป.” และ “นาย ปอ.” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้มีอิทธิพลและเป็นแกนหลักของขบวนการ
อีกบุคคลหนึ่งคือ “นาย ส.” อดีตรองผู้ว่าฯ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีสถานะเป็น“ผู้บัญชาการหลัก” สามารถเชื่อมโยงบุคคลตั้งแต่ระดับกรรมการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไปจนถึงเครือข่ายนายหน้าที่รวบรวมเงินและรายชื่อผู้สมัคร
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “พันจ่า” อดีตผู้อำนวยการส่วนบริหารงานบุคคล ผู้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเชี่ยวชาญด้านการร่างระเบียบ และอาจมีบทบาทในการออกแบบหลักเกณฑ์หรือช่องว่างที่เอื้อต่อการแทรกแซงกระบวนการสอบตั้งแต่ต้นน้ำ
ส่วนเครือข่ายภาคเอกชน มีการพาดพิงถึง “บริษัท 3 เมือง” รวมถึงกรณีบุคคลในตระกูลเดียวกันสอบได้อันดับหนึ่งหลายตำแหน่งพร้อมกัน ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ควรได้รับการตรวจสอบทั้งเส้นทางคะแนน เส้นทางการเงิน และความสัมพันธ์กับผู้มีหน้าที่จัดสอบ
ในระดับพื้นที่ ยังมีข้อมูลกล่าวถึงเครือข่ายในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และบึงกาฬ ซึ่งอาจมีนักการเมืองท้องถิ่น อดีตข้าราชการ และนายหน้าทำหน้าที่ดูแลโควตา รวบรวมผู้สมัคร และบริหารจัดการเงินที่ส่งต่อขึ้นไปตามลำดับชั้น
อย่างไรก็ตาม รายชื่อและข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์โดยหน่วยงานสอบสวน ผู้ถูกพาดพิงทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การตรวจสอบจึงต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐาน มิใช่การกล่าวหาโดยปราศจากโอกาสชี้แจง
เพิกถอน 5 พันราย แก้ปลายเหตุหรือถอนราก
แนวทางหนึ่งที่ฝ่ายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยเตรียมดำเนินการ คือการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยทุจริต เนื่องจากรายชื่อดังกล่าวถือว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น
คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล มีอำนาจกำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการให้ถูกต้อง รวมถึงการถอนรายชื่อออกจากบัญชีผู้สอบแข่งขันและยกเลิกคำสั่งบรรจุ
ขณะเดียวกัน มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและสั่งย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงพยานหลักฐานและกระบวนการสอบสวน
มาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ หากปลายทางของคดีหยุดอยู่เพียงผู้เข้าสอบ ผู้รับเงิน หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เพราะโครงสร้างที่สามารถแก้ไขกระดาษคำตอบจำนวนมากและจัดสรรโควตาข้ามจังหวัดได้ ย่อมต้องมีผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน และผู้คุ้มครองระบบอยู่เบื้องหลัง
เดิมพันการเมืองบนเก้าอี้มหาดไทย
สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแล คดีนี้กำลังกลายเป็นบททดสอบทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังแสดงจุดยืนว่า “รับไม่ได้” และต้องจัดการปัญหาให้เด็ดขาด
หากรัฐบาลดำเนินคดีได้เพียง“ปลาซิวปลาสร้อย” ขณะที่บุคคลระดับบงการยังไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้เกิดข้อครหาว่าการปราบปรามมีข้อยกเว้นสำหรับผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายทางการเมือง
ข้อมูลผลสำรวจจากนิด้าโพลชี้ว่า ประชาชนมากกว่า 70% เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการสะท้อนว่าปัญหานี้กำลังกลายเป็นภาพจำของระบบราชการไทย หากรัฐบาลปล่อยให้การซื้อขายตำแหน่งกลายเป็นเรื่องปกติ ย่อมเท่ากับยอมรับให้เงินและอิทธิพลเข้ามาแทนที่ความสามารถ ความสุจริต และหลักความเสมอภาค ซึ่งจะทำลายทั้งคุณภาพบุคลากรและศรัทธาของประชาชนต่อรัฐในระยะยาว
ตรงกันข้าม หากรัฐบาลสามารถเชื่อมโยงพยานหลักฐานไปถึงผู้วางแผน ผู้เปิดช่องทาง ผู้รับผลประโยชน์ และผู้คุ้มครองเครือข่ายได้สำเร็จ คดีนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น และแสดงให้เห็นว่ากฎหมายสามารถเดินทางไปถึงผู้มีอำนาจได้จริง
บทสรุปของคดีจึงไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ถูกเพิกถอนหรือจำนวนหมายจับเท่านั้น แต่จะวัดจากคำตอบว่า รัฐบาลกล้าตัดสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเงิน อำนาจ และตำแหน่งราชการหรือไม่ หากกระดาษคำตอบเปล่าหนึ่งแผ่นยังสามารถซื้ออนาคตราชการได้ด้วยเงิน 500,000 บาท สิ่งที่ถูกขายไปคือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อความยุติธรรมทั้งระบบ







