posttoday
ผ่าโครงสร้าง9อรหันต์นิรโทษกรรม อำนาจใครชี้เป็นชี้ตาย6พันคดีสะเทือนสภา?

ผ่าโครงสร้าง9อรหันต์นิรโทษกรรม อำนาจใครชี้เป็นชี้ตาย6พันคดีสะเทือนสภา?

10 กรกฎาคม 2569

กฎหมายปรองดองเดินถึงประตูสุดท้าย แต่คำถามใหญ่ยังอยู่ที่9อรหันต์ ใครชี้ชะตา6พันคดี และมาตรา6คุ้มกันใครในเกมอำนาจนี้กันแน่ ท่ามกลางแรงกดดันจากสภาอย่างเข้มข้น

KEY

POINTS

  • ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะตั้งคณะกรรมการ 9 คน ที่ถูกเรียกว่า "9 อรหันต์" เพื่อพิจารณาและชี้ชะตาคดีทางการเมืองกว่า 6,000 คดี
  • มีการแก้ไขมาตรา 6 เพื่อเพิ่มบทคุ้มครองทางกฎหมายให้คณะกรรมการชุดนี้ หากปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องการขาดความรับผิดชอบ
  • บทคุ้มครองดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะคล้ายกับกฎหมายที่ออกหลังการรัฐประหาร ซึ่งมักจะนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ใช้อำนาจพิเศษ

ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เดินมาถึงจุดสำคัญ หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบตามการแก้ไขของวุฒิสภา ด้วยคะแนนเห็นชอบ 306 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง จากผู้มาลงมติ 449 คน ขั้นตอนต่อจากนี้เหลือเพียงการรอนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

แต่ยิ่งเข้าใกล้ปลายทาง คำถามกลับยิ่งหนักขึ้น เพราะกฎหมายที่ตั้งเป้าลดความขัดแย้งทางการเมือง กลับมี2ปมร้อนติดตัวไปพร้อมกัน คือ การตัดคดีมาตรา 112 ออกจากสิทธินิรโทษกรรม และการเพิ่มบทคุ้มครองคณะกรรมการพิจารณานิรโทษกรรม หรือที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “9 อรหันต์”

 

คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมองค์ประกอบทั้งหมด 9 คน ทำหน้าที่พิจารณาว่า ผู้มีคดีทางการเมืองกว่า 6,000 คน ใครเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม และใครจะถูกกันออกจากกระบวนการเยียวยา กล่าวให้ถึงที่สุด นี่คือกลไกที่ถือดุลพินิจสำคัญที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นผู้ชี้ว่าใครจะ “รอด” และใครจะยังต้องเดินหน้าสู้คดีต่อไป

 

จุดที่ทำให้มาตรา 6 ถูกจับตา คือการแก้ไขของวุฒิสภาที่เพิ่มถ้อยคำคุ้มครองคณะกรรมการไว้ว่า หากปฏิบัติหน้าที่ “โดยสุจริต” ย่อมได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ฝ่ายวิจารณ์มองว่า ถ้อยคำนี้ไม่ใช่เพียงหลักประกันการทำงานตามปกติ แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้ผู้ใช้อำนาจล่วงหน้า จนอาจทำให้คณะกรรมการไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ

เสียงวิจารณ์จึงเปรียบเทียบบทบัญญัตินี้กับธรรมเนียมของกฎหมายหลังรัฐประหารในอดีต ที่มักมีถ้อยคำคุ้มครองผู้ใช้อำนาจไว้ตอนท้าย เพื่อไม่ให้ต้องรับผิดจากการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้อำนาจพิเศษ แม้ร่างฉบับนี้จะไม่ใช่กฎหมายรัฐประหาร แต่การวางบทคุ้มครองในกฎหมายปรองดอง กลับทำให้เกิดคำถามว่า กำลังนำ “วิธีคิดแบบอำนาจพิเศษ” เข้ามาซ่อนไว้ในกลไกสมานฉันท์หรือไม่

 

อีกด้านหนึ่ง ปมมาตรา 112 คือรอยร้าวทางการเมืองที่ยังไม่อาจปิดลงได้ วุฒิสภาแก้ไขมาตรา 11 โดยเพิ่มเงื่อนไขว่า สิทธินิรโทษกรรมสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ให้ใช้กับการกระทำที่เกี่ยวพันกับมาตรา 112 เท่ากับว่า แม้เยาวชนในคดีการเมืองประเภทอื่นจะได้รับสิทธิเกือบอัตโนมัติ แต่หากคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 จะถูกกันออกจากเส้นทางดังกล่าว

 

พรรคประชาชน โดยเฉพาะเสียงจาก ส.ส. ที่อภิปรายในประเด็นนี้ มองว่า การยกเว้นมาตรา 112 คือการ “ทิ้งคนไว้ข้างหลัง” เพราะหากเป้าหมายของกฎหมายคือการสร้างความปรองดอง ก็ไม่ควรละเลยกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบาดแผลใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย การกันคดีส่วนนี้ออกไป จึงถูกมองว่าเป็นการปรองดองแบบเลือกข้าง เลือกเยียวยาบางกลุ่ม แต่ปล่อยอีกกลุ่มไว้กับภาระทางคดีต่อไป

ฝ่ายสนับสนุนการแก้ไขของวุฒิสภาให้เหตุผลในอีกทางหนึ่งว่า คดีมาตรา 112 มีความเกี่ยวพันกับสถาบันหลักและความมั่นคงของระบอบการปกครอง อีกทั้งยังอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มองการกระทำบางลักษณะว่าเข้าข่ายบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นจึงไม่สมควรให้อานิสงส์นิรโทษกรรมครอบคลุมไปถึงคดีประเภทนี้

 

นอกจาก2ปมใหญ่ ยังมีข้อกังวลเรื่องการเลือก สว. ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภาและวงวิพากษ์การเมืองว่า กฎหมายฉบับนี้อาจถูกตีความให้ครอบคลุมบางพฤติการณ์ที่เกี่ยวพันกับกระบวนการเลือก สว. หากไม่ใช่กรณีทุจริตโดยตรง ความกังวลนี้ทำให้ร่างกฎหมายถูกจับตามากขึ้นว่า จะเป็นเพียงกฎหมายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง หรือกลายเป็นช่องทางเปิดประตูให้อีกบางกลุ่มได้รับประโยชน์แฝงไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า “9 อรหันต์” ตามร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นคนละชุดกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 9 ตำแหน่งในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แม้จำนวนตำแหน่งจะเท่ากัน แต่ภารกิจ อำนาจ และกรอบกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขกำลังเดินเข้าสู่ประวัติศาสตร์การเมืองอีกบทหนึ่ง แต่คำถามสำคัญยังแขวนอยู่เหนือกฎหมายฉบับนี้ว่า การปรองดองที่มาพร้อมข้อยกเว้น จะเยียวยาความขัดแย้งได้จริงเพียงใด และเมื่อผู้ชี้ชะตาได้รับเกราะคุ้มกันล่วงหน้า สังคมจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ความยุติธรรมจะไม่ถูกกลบไว้ใต้ชื่อของความสงบสุข

ข่าวล่าสุด

ขายดี! 'เอมโอชา' พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์ กวาดยอดแสนกระปุกใน 2 สัปดาห์แรก

ขายดี! 'เอมโอชา' พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์ กวาดยอดแสนกระปุกใน 2 สัปดาห์แรก