
'วัส ติงสมิตร' ชี้คดีสินบนทองคำ 246บาท ระเบิดเวลาศรัทธาองค์กรปราบโกง
วัส ติงสมิตร ชี้คดีสินบนทองคำ 246 บาท สะเทือนความเชื่อมั่น ป.ป.ช. หลังคณะไต่สวนอิสระแจ้งข้อกล่าวหา กก.ป.ป.ช.-บิ๊กโจ๊กและพวก
KEY
POINTS
- คดีทองคำ 246 บาทไม่ใช่คดีสินบนทั่วไป แต่เขย่าความน่าเชื่อถือ ป.ป.ช. เพราะพาดพิงผู้มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตโดยตรง
- วัสย้ำการแจ้งข้อกล่าวหายังไม่ใช่คำพิพากษา ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิชี้แจง แต่สะท้อนว่ามีพยานหลักฐานระดับหนึ่ง
- คดีนี้คือบททดสอบรัฐไทย ว่ากล้าตรวจสอบผู้ตรวจสอบหรือไม่ หากมีมูลจริงย่อมกระทบศรัทธาต่อหลักนิติรัฐทั้งระบบ
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์กรณีคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง มีมติแจ้งข้อกล่าวหา นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก และผู้เกี่ยวข้องรวม 4 ราย ในคดีสินบนทองคำ 246 บาท โดยระบุว่า คดีนี้ไม่ใช่เพียงคดีทุจริตทั่วไป แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐไทยและความน่าเชื่อถือขององค์กรปราบโกง
นายวัสระบุว่า สาระสำคัญของคดีไม่ได้อยู่ที่มูลค่าทองคำเท่านั้น แต่อยู่ที่ข้อกล่าวหาว่ามีการนำทองคำไปวิ่งเต้นช่วยเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาฝ่ายหนึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เสียเอง หากพิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวหาเป็นจริง ความเสียหายจะกระทบทั้งตัวบุคคล องค์กร ป.ป.ช. และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม นายวัสย้ำว่า การแจ้งข้อกล่าวหาไม่ใช่การชี้มูลความผิด และไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์และมีสิทธิชี้แจงโต้แย้งพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ แต่การที่คณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการมาถึงขั้นนี้ สะท้อนว่ามีพยานหลักฐานในระดับหนึ่งเพียงพอที่จะยกระดับจากข้อกล่าวหาในทางข่าวไปสู่ข้อกล่าวหาในทางกฎหมาย
นายวัสชี้ว่า คดีนี้มีความสำคัญกว่าคดีรับสินบนทั่วไป เพราะพาดพิงถึงบุคคลในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จึงอาจสร้างความเสียหาย 3 ชั้น ได้แก่ ความเสียหายต่อคดีต้นเรื่อง ความเสียหายต่อสถาบัน ป.ป.ช. และความเสียหายต่อหลักนิติรัฐ หากกลไกปราบโกงถูกตั้งคำถามว่าอาจกลายเป็นพื้นที่ซื้อขายผลคดีเสียเอง
นายวัสยังอธิบายว่า เหตุที่ต้องใช้คณะผู้ไต่สวนอิสระแทน ป.ป.ช. เนื่องจาก ป.ป.ช. ไม่ควรไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยกันเอง เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้าง รักษาหลักความเป็นกลาง และทำให้การตรวจสอบผู้มีอำนาจอยู่ภายใต้กลไกถ่วงดุลที่ประชาชนเชื่อถือได้
สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะผู้ไต่สวนอิสระต้องพิจารณาทั้งมิติอาญาและมิติจริยธรรม หากเห็นว่าไม่มีมูล คดีจะยุติ แต่หากเห็นว่ามีมูล ต้องส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหากศาลประทับรับฟ้อง กรรมการ ป.ป.ช. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
นายวัสสรุปว่า คดีสินบนทองคำ 246 บาทจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าทองคำตกไปอยู่ในมือใคร แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐไทยกล้าตรวจสอบผู้ตรวจสอบหรือไม่ และยังยืนยันหลักการได้หรือไม่ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายในยามที่สังคมเกิดวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรปราบโกง
แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







