
สาวไส้คดีฮั้วสว.สุราษฎร์ฯ แฉทุนท้องถิ่นทุ่มเงินหมื่นจัดตั้งโหวตเตอร์
เปิดสำนวนประวัติศาสตร์กิเลสการเมืองสุราษฎร์ฯ แกะรอยเส้นทางเงินลับคดีแรกในมือกกต. ลอกคราบทุนท้องถิ่นจัดตั้งโวเตอร์ แลกเก้าอี้สภาสูงด้วยเงินหมื่น
KEY
POINTS
- เปิดโปงขบวนการฮั้วเลือกตั้ง สว. สุราษฎร์ธานี โดยมีกลุ่มทุนและนักการเมืองท้องถิ่นว่าจ้างผู้สมัคร "กลุ่มพลีชีพ" เพื่อทำหน้าที่เป็นโหวตเตอร์
- หลักฐานสำคัญคือเส้นทางการเงินที่โอนจากคนสนิทของนักการเมืองไปยังกลุ่มผู้รับจ้าง โดยมีการอ้างเหตุผลการรับเงินที่ผิดปกติ เช่น ค่าปุ๋ยทุเรียน ค่าซ่อมรถ และค่าบูชาวัตถุมงคล
- กกต. ชุดใหญ่หยิบยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาเป็น "สำนวนแรก" ของประเทศ ซึ่งถูกจับตามองในฐานะบทพิสูจน์การตรวจสอบเพื่อเอาผิดขบวนการทุจริตเลือกตั้ง
เงินหลักพันแลกเก้าอี้สภาสูง? เมื่อสัญญาสุจริตถูกเคลือบแคลงด้วยกลิ่นคาวเงิน ท่ามกลางสวนทุเรียนและมนต์ขลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกนำมาใช้เป็นฉากทัศน์บังหน้าความจริง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ หยิบยกสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นมาพิจารณาเป็น "สำนวนแรก" ของประเทศ ถือเป็นคีย์ข้อมูลสำคัญที่ลอกคราบกระบวนการ "ฮั้วเลือกสว." อย่างเป็นระบบ ยิ่งสังคมกำลังจับตามองความโปร่งใสของสภาสูง การทำความจริงให้ปรากฏในคดีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการพิสูจน์ว่า กลไกตรวจสอบของรัฐจะสามารถเอาชนะกลโกงที่แยบยลของกลุ่มอิทธิพลได้หรือไม่
โครงสร้างของขบวนการจัดตั้งนี้ถูกวางแผนไว้อย่างเป็นขั้นตอน มีผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 15 ราย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มนักการเมืองผู้สั่งการและนายทุน 4 คน (สส.ในพื้นที่, เสมียนหญิงดูแลบัญชี, ลูกน้องคนสนิท และนายทุนพรรค) กลุ่มผู้สมัคร สว. ที่ได้รับเลือก 4 คน และกลุ่มผู้สมัครตกรอบหรือ "กลุ่มพลีชีพ" อีก 7 คน ที่แฝงตัวเข้ามาทำหน้าที่เป็นโหวตเตอร์ (Voter) เทคะแนน
หลักฐานชิ้นเอกที่พนักงานสอบสวนพบคือ "เส้นทางการเงิน" ที่โอนตรงจากบัญชีของ นาย สอเสือ ลูกน้องคนสนิทของ สส. ไปยังกลุ่มพลีชีพทั้ง 7 คน แม้เม็ดเงินจะดูเป็นจำนวนน้อยนิดแค่หลักพันบาท ทว่าข้ออ้างในการรับเงินของผู้สมัครแต่ละรายกลับมีความผิดปกติวิปริตอย่างน่าอัศจรรย์
- นายช้าง รับเงิน 6,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าซ่อมรถกระบะ
- นาย ก ไก่ รับเงิน 2,000 บาท อ้างว่าเป็นเงินชดใช้หนี้เก่าที่เคยหยิบยืม
- นายม้า รับเงิน 2,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าจ้างรับตอไม้
- นายกน รับเงิน 2,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าซื้อยาฉีดทุเรียน
- นายเชา รับเงิน 4,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าซื้อปุ๋ยใส่ต้นทุเรียน
- นายโก รับเงิน 2,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าบูชาเหรียญไอ้ไข่
- นาย ส เสือ (กลุ่มผู้สมัคร) รับเงิน 2,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าน้ำมันใส่ถังแกลลอน
พฤติกรรมการโอนเงินพร้อมข้ออ้างอันแปลกประหลาดอถูกนำมาผูกโยงเข้ากับพฤติการณ์ในคดี เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ในหลายมาตราทั้งการแทรกแซงจากนักการเมือง (มาตรา 76) การจ้างหรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน (มาตรา 77) และการเรียกรับเงินเพื่อเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (มาตรา 81)
หากย้อนมองเส้นทางของสำนวนคดีนี้ ก่อนจะถึงมือ กกต. ชุดใหญ่ ครั้งหนึ่งคณะอนุกรรมการชุดพิเศษเคยมีมติเสียงข้างมากให้ "ยกคำร้อง" ไปแล้ว แต่หลักฐานของเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกันกกต. ชุดใหญ่จึงมีคำสั่งให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลับไปสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังคลุมเครือทันที ซึ่งจากนี้ กกต. มีกรอบเวลาเร่งรัดที่จะต้องพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว. ทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหามากถึง 229 คน ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 เดือน
ปุ๋ยใส่ทุเรียน ค่าน้ำมันแกลลอน หรือแม้กระทั่งแรงศรัทธาต่อเหรียญไอ้ไข่ จะสามารถใช้เป็นเกราะกำบังความผิดและตบตาข้อกฎหมายได้จริงหรือ?
สำนวนคดีสุราษฎร์ธานีฉบับนี้จึงเป็นมากกว่าแค่คดีทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นบททดสอบว่าเราจะยอมปล่อยให้กระบวนการสรรหาผู้ทรงเกียรติถูกบิดเบือนด้วยเงินตราและคำลวงตื้นๆ
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกภาคส่วนจะต้องลุกขึ้นมาร่วมกันล้างบางระบอบจัดตั้ง เพื่อคืนความศักดิ์สิทธิ์และกอบกู้ศักดิ์ศรีให้แก่สภาสูงของประเทศอย่างแท้จริง







