posttoday
รัฐธรรมนูญม.236ดาบผ่าตราโล่!ฝ่ายค้านสอยปปช.ปมดับคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

รัฐธรรมนูญม.236ดาบผ่าตราโล่!ฝ่ายค้านสอยปปช.ปมดับคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

08 มิถุนายน 2569

มติอันค้านสายตาของป.ป.ช.ต่อคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม กลายเป็นชนวนเหตุให้ฝ่ายค้านรุกฆาตครั้งประวัติศาสตร์ยื่นม.236แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ว่าใครคือผู้เหนือกฎหมาย

KEY

POINTS

  • การผนึกกำลังครั้งสำคัญ: ฝ่ายค้านนำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวม 13 ราย
  • ปมพิรุธ 4 ข้อกล่าวหาหลัก: ผู้ร้องกล่าวหาว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยชี้ว่ากระบวนการสอบสวนบกพร่อง ใช้ดุลพินิจขัดต่อข้อเท็จจริง มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูล และละเลยไม่วินิจฉัยฐานความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์
  • ความขัดแย้งของสองบรรทัดฐาน: หัวใจสำคัญของคดีคือมติยุติเรื่องของ ป.ป.ช. นั้นสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ซึ่งชี้ชัดว่านายศักดิ์สยามยังคงเป็นหุ้นส่วนแท้จริงใน หจก.บุรีเจริญฯ และมีปมหนี้สิน 38 ล้านบาทที่ไม่ปรากฏในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน

เมื่อองค์กรผู้ทำหน้าที่เสมือน "ตราชู" ตรวจสอบการทุจริต กลับกลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถามเสียเองว่า "ความยุติธรรมนั้นเที่ยงตรงจริงหรือ?"

มติอันเป็นเอกฉันท์ในการยกคำร้องและยุติการสอบสวนอดีตรัฐมนตรีคนดัง ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ จนนำมาสู่การงัดอาวุธชิ้นสุดท้ายในรัฐธรรมนูญขึ้นมาสู้เพื่อพิสูจน์ความจริง

ลำหักลำโค่นทางการเมืองกับการกู้ศรัทธาของระบอบตรวจสอบ

ความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์สะเทือนตึกสัปปายะสภาสถานเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นับเป็นห้วงเวลาที่ฝ่ายนิติบัญญัติเลือกที่จะไม่ยอมสยบยอมต่อมติขององค์กรอิสระ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยทัพผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ได้ก้าวออกมาร่วมแถลงข่าวครั้งสำคัญด้วยการเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236

 

รัฐธรรมนูญม.236ดาบผ่าตราโล่!ฝ่ายค้านสอยปปช.ปมดับคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

 

วัตถุประสงค์ของการรุกฆาตในเกมนี้ มิใช่เพียงการต่อสู้ในเชิงบริหาร หากแต่เป็นการส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อเกลี่ยไพ่ใบใหม่ด้วยการแต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" เข้ามาฉีกหน้ากากแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 13 ราย

ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีมีมติปล่อยผ่านและยุติการตรวจสอบนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือที่สังคมรู้จักกันดีในชื่อ "คดีซุกหุ้น"

ข้อเท็จจริงและแกะรอยพยานหลักฐาน: 4 ปมพิรุธรุกไล่ตราชู

หากจะเปรียบมาตรา 236 เป็นดัง "ดาบส่องเสือ" กฎหมายมาตรานี้ระบุว่า สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. หรือทั้งสองสภารวมกัน) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ สามารถเข้าชื่อเพื่อกล่าวหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย โดยยื่นคำร้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อส่งไม้ต่อให้ประธานศาลฎีกาพิจารณาตั้งคณะทำงานภายนอกที่เป็นกลางทางการเมืองขึ้นมาสอบสวนแทน

จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างหนาแน่นของฝ่ายผู้ร้อง ได้นำมาสู่การจำแนกข้อกล่าวหาอันเปรียบเสมือนศรร้อน 4 ดอกที่พุ่งตรงเข้าใส่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนี้:

 

รัฐธรรมนูญม.236ดาบผ่าตราโล่!ฝ่ายค้านสอยปปช.ปมดับคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

 

กระบวนการตรวจสอบบกพร่องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย: ป.ป.ช. ละเลยการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ทั้งที่มีหลักฐานและพฤติการณ์อันควรสงสัยตามระเบียบกำหนด อีกทั้งยังไม่มีการเรียกผู้ร้องไปให้ถ้อยคำ หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินตามแนวทางบรรทัดฐานเดิม

ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง: มีการลงมติอุ้มนายศักดิ์สยาม โดยชี้ขาดว่า "ไม่มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ" ซึ่งขัดแย้งกับสัจจะความจริงที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง

มีพฤติการณ์ปกปิดข้อมูลการตรวจสอบ: ป.ป.ช. เพิกเฉยต่อการขอเข้าถึงเอกสารสิทธิ์และรายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงของผู้ร้อง และยังมีความล่าช้าในการสื่อสารผลการพิจารณาต่อสาธารณชน

ละเลยการตรวจสอบข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง: มีการจงใจตัดตอนไม่วินิจฉัยในฐานความผิดสำคัญ เรื่อง "การขัดกันแห่งผลประโยชน์" ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 ทั้งที่คำร้องเดิมมุ่งระบุไว้อย่างแจ่มแจ้ง

 

ภาพความย้อนแย้ง: สองบรรทัดฐานในระบบยุติธรรม

เส้นเรื่องที่เป็นหัวใจหลักและไม่อาจมองข้ามได้คือ "ความลักลั่นขัดแย้ง" ระหว่างมติของ ป.ป.ช. กับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งชี้นำไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า นายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยให้บุคคลอื่นถือครองหุ้นแทนตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ในงบการเงินของ หจก. ดังกล่าวยังมีการตรวจพบภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลถึง 38,000,000 บาท ซึ่งระบุตัวตนชัดเจนว่าอดีตรัฐมนตรีผู้นี้เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืม ทว่ารายการหนี้สินก้อนโตนี้กลับอันตรธานหายไป ไม่ปรากฏในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แต่เหตุใด ป.ป.ช. จึงกล้าลงมติว่ารายการทรัพย์สินถูกต้องสมบูรณ์และสั่งยุติเรื่องราวไปดื้อ ๆ

การยื่นคำร้องครั้งนี้จึงพุ่งเป้าทลายรังใหญ่ของกรรมการ ป.ป.ช. ถึง 13 ราย มีตั้งแต่ศิษย์เก่าระดับบิ๊กอย่าง พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช., นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ตลอดจนถึง นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. คนปัจจุบัน 

 

รัฐธรรมนูญม.236ดาบผ่าตราโล่!ฝ่ายค้านสอยปปช.ปมดับคดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม

 

บทสรุปหลังจากนี้มิใช่เพียงแค่เรื่องของนายศักดิ์สยาม หรือรายชื่อผู้ถูกร้องทั้ง 13 คนอีกต่อไป แต่นี่คือ "บทพิสูจน์ก้อนโต" บนบ่าของนายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานรัฐสภา ว่าจะใช้วิชาชีพและดุลพินิจพิจารณาคำร้องอย่างตรงไปตรงมาตามครรลองประชาธิปไตยหรือไม่ หากกลไกตรวจสอบผู้ตรวจสอบในครั้งนี้ถูกเพิกเฉยหรือบิดพริ้วด้วยเหตุผลทางการเมือง สังคมไทยคงต้องย้อนถามตัวเองด้วยความสิ้นหวังว่า เราจะยังหลงเหลือเกียรติยศและความเชื่อมั่นใด ๆ ให้กับระบบยุติธรรมของประเทศนี้ได้อีกในอนาคต?

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์