posttoday
เจาะโปรไฟล์ สุรพลนั่งประธานยุทธศาสตร์ประชาชน ขุนพลข้างกาย 'ดร.โจชัยวัฒน์'

เจาะโปรไฟล์ สุรพลนั่งประธานยุทธศาสตร์ประชาชน ขุนพลข้างกาย 'ดร.โจชัยวัฒน์'

02 มิถุนายน 2569

เมื่อกฎหมายมิใช่เพียงตัวอักษรในคัมภีร์ หากคืออาวุธทรงพลังในการทลายพันธนาการรัฐ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ จึงพร้อมกลืนหมึกนักวิชาการ สู่ตำแหน่งแม่ทัพเงา

KEY

POINTS

  • ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุน "ดร.โจ" ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • เขาถูกเลือกจากประสบการณ์ตรงในฐานะอดีตประธานบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของ กทม. ทำให้มีความเข้าใจกลไกการบริหารและโครงการสำคัญต่างๆ ของกรุงเทพฯ อย่างลึกซึ้ง
  • ศ.ดร.สุรพล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดศาลปกครองในประเทศไทย

การขยับหมากรุกการเมืองท้องถิ่นครั้งสำคัญของพรรคประชาชนในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ด้วยการเปิดชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบชุด มิเพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงนิติศาสตร์และการบริหารนโยบายสาธารณะเท่านั้น หากแต่เป็นการส่งสัญญาณท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมของกรุงเทพมหานครอย่างตรงไปตรงมา

การปรากฏกายของ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะ "ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์" กลายเป็นกุญแจสำคัญที่พรรคประชาชนจงใจใช้เพื่อประกาศความพร้อมว่า "ดร.โจ" ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะสามารถเข้าบริหารกลไกอันสลับซับซ้อนของเมืองหลวงได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน สะท้อนเหตุผลเบื้องหลังการเชิญนักกฎหมายมหาชนระดับปรมาจารย์ผู้นี้ว่า ศ.ดร.สุรพล คือผู้ที่รู้ซึ้งถึงช่องโหว่และรอยตะเข็บของกลไกราชการ กทม. อย่างลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่ง

จากประสบการณ์ตรงที่เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจที่ กทม. ถือหุ้นถึงร้อยละ 99.98 ซึ่งเป็นเสมือน "มือไม้พิเศษ" ในการขับเคลื่อนอภิมหาโครงการที่ไม่สามารถทำได้ผ่านระบบราชการปกติ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน หรือการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ

การได้ตัวบุคลากรผู้คร่ำหวอดระดับนี้มาร่วมทัพ เสริมเข้ากับทีมบริหาร 7 คนที่เปิดตัวไปก่อนหน้าเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อาทิ ศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ นพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จึงทำให้ทีม "ผู้ว่าประชาชน" มีน้ำหนักในเชิงนโยบายที่ยากจะปฏิเสธ

 

หากพินิจย้อนหลังไปในเส้นทางชีวิตของชายวัย 64 ปีผู้นี้ ศ.ดร.สุรพล เติบโตจากเด็กต่างจังหวัดในแผ่นดินอีสาน เกิดที่อุดรธานีและศึกษาชั้นมัธยม ณ โรงเรียนเลยพิทยาคม จังหวัดเลย ก่อนจะก้าวเข้าสู่รั้วแม่โดมจนสำเร็จนิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 และเนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 35 ความสามารถอันโดดเด่นส่งให้ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสนานถึง 6 ปี จนคว้าปริญญาโทและปริญญาเอกด้านกฎหมายมหาชนด้วยเกียรตินิยมดีมากจากมหาวิทยาลัย Robert Schuman แห่งเมืองสตราสบูร์ก พ่วงด้วยประกาศนียบัตรด้านการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นจากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์นานาชาติ (IIAP) กรุงปารีส

เมื่อกลับคืนสู่มาตุภูมิ ศ.ดร.สุรพล เริ่มต้นชีวิตจักรกลวิชาการเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2533 และใช้เวลาเพียงทศวรรษเดียวขึ้นสู่ตำแหน่ง "ศาสตราจารย์ทางกฎหมายมหาชน" ในวัยเพียง 40 ปี ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งคณบดี และขึ้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึง 2 วาระ (พ.ศ. 2547–2553) ปัจจุบันศ.ดร.สุรพล ยังคงทำหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และอุปนายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี

แต่บทบาทของศ.ดร.สุรพล มิได้จำกัดอยู่เพียงในหอคอยงาช้าง ได้ก้าวสวมหมวกกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) ตั้งแต่อายุเพียง 36 ปี เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้เกิด "ศาลปกครอง" ในประเทศไทย เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช. 2549) และที่ปรึกษากฎหมาย กกต. รวมถึงข้ามฝั่งไปบริหารรัฐวิสาหกิจและบริษัทชั้นนำในฐานะประธานบอร์ด อสมท และกรรมการอิสระ ปตท.

ในห้วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ศ.ดร.สุรพล ในฐานะประธานบอร์ดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คือผู้มีบทบาทนำในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และส่งเสียงเรียกร้องวัคซีนอย่างตรงไปตรงมา และในมิติการเมืองระดับประเทศ ปี 2567 ศ.ดร.สุรพล คือ "พยานปากสำคัญ" ที่ก้าวขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่ออรรถาธิบายคัดค้านการยุบพรรคก้าวไกล โดยเตือนสติสังคมว่าการทำลายพรรคการเมืองอาจนำไปสู่การพังทลายของดุลยภาพทางการเมืองไทย

ปณิธานสูงสุดของ ศ.ดร.สุรพล คือการใช้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณให้แก่สังคมอย่างไม่มีวันสิ้นสุด วันนี้ในวัย 64 ปี ชายผู้มีส่วนสร้างศาลปกครองและคุมบังเหียนวิสาหกิจ กทม. ยอมก้าวลงสนามท้าทายครั้งใหม่เพื่อเป็นมันสมองให้แก่พรรคประชาชน

คำถามที่คนกรุงเทพฯ ต้องร่วมกันขบคิดข้ามไปยังคูหาเลือกตั้งก็คือ ความรู้ระดับปรมาจารย์กฎหมายมหาชนบวกกับประสบการณ์ทะลวงไส้ในของกรุงเทพธนาคมชิ้นนี้ จะได้รับโอกาสจากประชาชนให้เข้าไปรื้อสร้างและปัดกวาดรอยด่างพร้อยในอดีตของเมืองหลวงให้งดงามได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว กลไกราชการกทม. จะยังคงเป็นแดนสนธยาที่ยากจะแปรเปลี่ยน?

ข่าวล่าสุด

อว.จับมือศึกษาธิการลุยปรับหลักสูตรใหญ่ ยกระดับ 3 วิชาหลักสู่สากล

อว.จับมือศึกษาธิการลุยปรับหลักสูตรใหญ่ ยกระดับ 3 วิชาหลักสู่สากล