posttoday
ปิดมหากาพย์นาฬิกาเพื่อน ลุ้นศาลชี้ชะตา 4 อดีต ป.ป.ช.ครั้งประวัติศาสตร์

ปิดมหากาพย์นาฬิกาเพื่อน ลุ้นศาลชี้ชะตา 4 อดีต ป.ป.ช.ครั้งประวัติศาสตร์

26 พฤษภาคม 2569

จากนาฬิกาหรูสู่ห้องพิจารณาคดี คำถามเดียวกันยังดังอยู่ ใครมีอำนาจปิดข้อมูลต่อสาธารณะ เมื่อคำพิพากษาศาลสูงสุดถูกท้าทายด้วยแถบดำและกระดาษเปล่าต่อหน้าสังคมไทย 

KEY

POINTS

  • ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดฟังคำพิพากษาคดี 4 อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรู
  • การตัดสินชี้ชะตาจะมีขึ้นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 โดยจำเลยทั้ง 4 รายเป็นฝ่ายเสียงข้างมากที่ลงมติไม่เปิดเผยเอกสารตามคำสั่งศาล
  • คดีนี้ถูกจับตามองในฐานะคดีประวัติศาสตร์ที่จะสร้างบรรทัดฐานในการตรวจสอบองค์กรอิสระ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ

ปิดมหากาพย์ “นาฬิกาเพื่อน” จับตาคำพิพากษาชี้ชะตา 4 อดีต ป.ป.ช.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของกระบวนการตรวจสอบอำนาจรัฐ เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี นัดฟังคำพิพากษาคดีที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ฟ้องอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายเสียงข้างมาก 4 ราย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

หัวใจของคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “นาฬิกาหรู” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น หากแต่ขยับลึกลงไปถึงคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เปิดเผยข้อมูลแล้ว องค์กรอิสระสามารถใช้ดุลพินิจตีกรอบ ปิดทับ หรือส่งมอบข้อมูลไม่ครบถ้วนได้มากน้อยเพียงใด

จุดเริ่มต้นของมหากาพย์นี้เกิดขึ้นจากการที่นายวีระยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ พล.อ.ประวิตร กรณีนาฬิกาหรูและแหวนประดับ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีมติไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

นายวีระจึงใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ขอเอกสาร 3 รายการสำคัญ ได้แก่ รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้อง

การขอข้อมูลครั้งนั้นกลายเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายยาวนาน แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูล แต่ ป.ป.ช. ยังเดินหน้าต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ กระทั่งวันที่ 21 เมษายน 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลทั้ง 3 รายการโดยถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน

อย่างไรก็ตาม ปมขัดแย้งไม่ได้ยุติลงเพียงเท่านั้น เมื่อ ป.ป.ช. พยายามยื่นอุทธรณ์และขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ยืนตามศาลปกครองกลางว่า คำขอดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้ เพราะเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจของศาล

จากคดีข้อมูลข่าวสาร จึงเปลี่ยนสภาพเป็นคดีอาญา เมื่อเอกสารที่นายวีระได้รับถูกระบุว่ามีการ “คาดแถบดำ” ปิดข้อความสำคัญจำนวนมาก บางหน้าเป็นเพียงกระดาษเปล่า หรือมีเอกสารไม่ครบถ้วน ทำให้นายวีระตัดสินใจยื่นฟ้องเลขาธิการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1

วันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลมีคำสั่งรับฟ้องเฉพาะอดีตกรรมการ ป.ป.ช. 4 ราย ซึ่งเป็นฝ่ายเสียงข้างมากที่มีมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ตามมติวันที่ 25 เมษายน 2566 ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. นางสาวสุภา ปิยะจิตติ นายวิทยา อาคมพิทักษ์ และนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

ส่วนจำเลยรายอื่น รวมถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. ศาลยกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติคณะกรรมการ หรือเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อยที่มีมติเห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลตามคำพิพากษาอยู่แล้ว

ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา นายวีระยังได้ทยอยถอนฟ้องจำเลยบางรายที่เป็นเสียงข้างน้อย เช่น นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ หลังทราบข้อเท็จจริงว่าทั้งสองเห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยหลักบางราย เช่น นางสาวสุภา และ พล.ต.อ.วัชรพล

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายจำเลยบางส่วนมีท่าทีเตรียม “ฟ้องกลับ” นายวีระ หากคดีถึงที่สุด โดยอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งและทำให้เสียชื่อเสียง ทำให้คดีนี้ไม่ได้มีเพียงมิติของการเปิดเผยข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงปะทะระหว่างผู้เรียกร้องความโปร่งใสกับผู้ถูกตรวจสอบในโครงสร้างอำนาจรัฐ

คำพิพากษาที่กำลังจะมาถึงจึงไม่ใช่เพียงคำตอบว่าอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 4 รายมีความผิดหรือไม่ หากยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีน้ำหนักเพียงใดต่อองค์กรอิสระ และสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐจะได้รับการคุ้มครองจริงแค่ไหน

ท้ายที่สุด มหากาพย์ “นาฬิกาเพื่อน” อาจไม่ได้จบลงที่นาฬิกาเรือนใดเรือนหนึ่ง แต่อาจจบลงด้วยบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทยว่า เมื่อประชาชนถามหาแสงสว่างจากรัฐ สิ่งที่รัฐส่งคืนมาไม่ควรเป็นเพียงแถบดำ กระดาษเปล่า หรือความเงียบงันอีกต่อไป.

ข่าวล่าสุด

จับชาวเวียดนาม ผลิตยาเสพติดเตรียม ส่งกระจายทั่วใน-นอกประเทศ

จับชาวเวียดนาม ผลิตยาเสพติดเตรียม ส่งกระจายทั่วใน-นอกประเทศ