
โสภณยกเครื่องตำรวจรัฐสภา ปฏิวัติโล่สีกากีใต้โดมสภาสู่ยุคใหม่สู่มาตรฐาน
ใต้โดมสภาที่เคยเห็นตำรวจยืนลังเล วันนี้โสภณ ซารัมย์ประกาศยกเครื่องใหม่ ตรวจเข้มยาเสพติด เติมวินัย ความสมาร์ท และศักดิ์ศรีให้โล่สีกากี กลับมายืนอย่างสง่างาม
KEY
POINTS
- นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ประกาศนโยบายยกเครื่องตำรวจรัฐสภาครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสู่การเป็น "โล่ที่มีศักดิ์ศรี" มีวินัยและความเป็นมืออาชีพ
- มีการนำมาตรการที่เป็นรูปธรรมมาใช้ เช่น การประสานกับ ป.ป.ส. เพื่อสุ่มตรวจสารเสพติดในเจ้าหน้าที่ และการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มสมรรถภาพให้สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษากฎระเบียบได้อย่างเด็ดขาด
- เป้าหมายสำคัญคือการลบภาพลักษณ์ในอดีตที่ตำรวจรัฐสภาขาดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมุ่งสร้างความน่าเกรงขามและเสริมภาพลักษณ์ของสภาผ่านการจัดตั้งกองเกียรติยศ
รัฐสภาไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบใหม่ของ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางนิติบัญญัติ” เมื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศมอบนโยบายเชิงรุกแก่ตำรวจรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยวางเป้าหมายชัดเจนว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยใต้โดมสภา ต้องไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ต้องเป็น “โล่ที่มีศักดิ์ศรี” มีวินัย มีความน่าเกรงขาม และพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นมืออาชีพ
นโยบายครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับภาพลักษณ์ภายนอก หากแต่เป็นการยกเครื่องตั้งแต่รากฐาน ทั้งมาตรฐานวินัย สมรรถภาพร่างกาย ระเบียบการทำงาน การคัดกรองปัญหาภายใน ไปจนถึงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของตำรวจรัฐสภาในฐานะผู้พิทักษ์ความสง่างามของสภาผู้แทนราษฎร
หนึ่งในมาตรการที่สะท้อนความเอาจริงเอาจังมากที่สุด คือการประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เพื่อเข้าสุ่มตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาและบุคลากรทุกระดับอย่างกะทันหัน
นายโสภณเน้นย้ำว่า “สภาต้องเป็นตัวอย่าง” ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างตรงไปตรงมา การใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบจึงเป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส ลดข้อครหา และส่งสัญญาณว่าพื้นที่สภาไม่ควรมีสิ่งแปลกปลอมใด ๆ ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถูกวางอยู่บนหลัก “แก้ไข ไม่ใช่ทำลาย” หากพบผู้หลงผิดจะมุ่งเน้นการบำบัดรักษา เพื่อคืนคนดีสู่สังคม แต่หากไม่ให้ความร่วมมือหรือฝ่าฝืนระเบียบวินัย ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินการอย่างเด็ดขาด
เบื้องหลังความเข้มข้นของนโยบายนี้ คือบทเรียนจากอดีตที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของรัฐสภาไทย หลายครั้งที่ห้องประชุมสภากลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางการเมือง และตำรวจรัฐสภาต้องเข้าระงับเหตุภายใต้แรงกดดันสูง
ย้อนกลับไป เหตุการณ์ในปี 2556 ที่ประธานรัฐสภามีคำสั่งให้เชิญสมาชิกออกจากห้องประชุม แต่เจ้าหน้าที่กลับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความลังเล ยืนเก้ ๆ กัง ๆ เพราะเกรงใจหรือเกรงกลัวบารมีของสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จนนำไปสู่ภาพความวุ่นวายที่ไม่สง่างาม
นายโสภณสะท้อนประสบการณ์ตรงว่า ตั้งแต่เป็น สส. จนถึงปัจจุบัน เมื่อประธานสภาเชิญสมาชิกออกจากห้องประชุม ยังไม่เคยเห็นตำรวจสภาคนใดกล้าอุ้มสมาชิกออกจากห้องประชุมได้อย่างจริงจังแม้แต่ครั้งเดียว
ประโยคดังกล่าวกลายเป็นหัวใจของการยกเครื่องครั้งนี้ เพราะสิ่งที่ประธานรัฐสภาต้องการไม่ใช่ตำรวจที่ใช้กำลังเกินขอบเขต แต่คือตำรวจที่มีความพร้อม มีระเบียบ มีอำนาจในทางปฏิบัติ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เมื่อต้องรักษากติกาในสถานการณ์ตึงเครียด
เป้าหมายสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ตำรวจรัฐสภา “สมาร์ท” และ “น่าเกรงขาม” มากขึ้น ทั้งบุคลิกภาพ การแต่งกาย ท่าที การฝึกอบรม และความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยต้องมีวินัยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้ในทางโครงสร้าง ตำรวจรัฐสภาจะเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้อยู่ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม
การยกระดับครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ความไม่สงบภายในรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นเหตุปะทะทางวาจา ความชุลมุนในห้องประชุม หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้ดุลพินิจระหว่างความเด็ดขาดกับความสุภาพ
อีกด้านหนึ่ง นายโสภณยังตั้งคณะกรรมการศึกษาระเบียบข้าราชการรัฐสภา เพื่อปรับปรุงกติกาที่ล้าสมัย เปิดทางให้คนเก่งมีโอกาสเติบโต และคืนศักดิ์ศรีให้ผู้ปฏิบัติงานที่แบกรับภารกิจสำคัญอยู่เบื้องหลังความเรียบร้อยของสถาบันนิติบัญญัติ
ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดตั้งและฝึกซ้อม “กองเกียรติยศตำรวจรัฐสภา” เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับอาคันตุกะระดับโลก เช่น ประธานาธิบดีเวียดนาม ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของการยกระดับภาพลักษณ์รัฐสภาไทยให้มีมาตรฐานและความสง่างามในสายตานานาชาติ
ภารกิจของตำรวจรัฐสภาตามระเบียบปี 2559 คือการรักษาความปลอดภัยทั้งบุคคลและสถานที่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความท้าทายแท้จริงไม่ได้อยู่เพียงการยืนเวรหรือควบคุมพื้นที่ หากอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “อำนาจ” กับ “มารยาททางประชาธิปไตย” ระหว่างความเด็ดขาดกับความสุภาพ และระหว่างการเคารพผู้แทนราษฎรกับการรักษากติกาของสภา
ภายใต้บังเหียนของนายโสภณ ซารัมย์ การยกเครื่องตำรวจรัฐสภาจึงเป็นมากกว่าการจัดแถวใหม่ให้ดูสง่างาม แต่คือความพยายามลบภาพจำเก่าของ “โล่สีกากีใต้โดมสภา” ที่เคยถูกมองว่าลังเลและไร้ความมั่นใจ ให้กลับมายืนอยู่ในตำแหน่งที่ควรเป็น
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตำรวจรัฐสภาจะ “น่าเกรงขาม” ขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่รัฐสภาไทยจะสามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่ได้หรือไม่ วัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายเคารพกติกา เคารพพื้นที่ประชาธิปไตย และทำให้โล่สีกากีใต้โดมสภาไม่ต้องยืนเก้ ๆ กัง ๆ อีกต่อไป แต่ยืนอย่างสง่าในฐานะผู้พิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันนิติบัญญัติไทย.







