
กล้าธรรมฉะรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รวบอำนาจ-เลี่ยงตรวจสอบ
โฆษกพรรคกล้าธรรม ฉะรัฐบาลใช้แนวคิด “กู้ก่อน แจกก่อน แล้วค่อยมาตอบคำถามทีหลัง” ผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ชี้เป็นการรวบอำนาจเลี่ยงการตรวจสอบ และทิ้งภาระหนี้ระยะยาวให้ประชาชน
KEY
POINTS
- พรรคกล้าธรรมวิจารณ์รัฐบาลที่ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยชี้ว่าเป็นการรวบอำนาจและจงใจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร
- เห็นว่าการกู้เงินจำนวนมหาศาลควรผ่านกระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้ สส. ทุกฝ่ายได้ร่วมพิจารณาอย่างโปร่งใส แทนการใช้ พ.ร.ก. ที่เปรียบเสมือนเช็คเปล่า
- การกู้เงินครั้งนี้เป็นการสร้างภาระหนี้สินระยะยาวให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยยังไม่มีความชัดเจนถึงผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม และลดทอนการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 9 พ.ค.เวลา 14.40 น.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 อนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า สังคมกำลังตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและความโปร่งใสของการใช้อำนาจกู้เงินครั้งนี้ว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้ารวบอำนาจ และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร
นายอรรถกร กล่าวต่อว่า วงเงินกู้จำนวนมหาศาลระดับ 400,000 ล้านบาท ไม่ควรถูกรวบไว้ในกฎหมายฉบับเดียวโดยใช้อำนาจผ่านพระราชกำหนด แต่ควรแยกเป็นรายโครงการและเสนอเข้าสู่กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณา ตรวจสอบ และเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
“เรื่องไหนเร่งด่วนก็ว่ากันไป แต่เรื่องไหนไม่เร่งด่วนก็ไม่ควรเอามาปะปนจนกลายเป็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลใช้เงินตามอำเภอใจ ประเทศนี้ไม่ใช่บริษัทเอกชนของคนไม่กี่คน การใช้ช่องทาง พ.ร.ก. ในการกู้เงินครั้งนี้ อาจเป็นการลดบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ และทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณของประเทศ ทั้งที่ภาระหนี้ดังกล่าวจะตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศในระยะยาว” นายอรรถกร กล่าว
นายอรรถกร ยังระบุว่า รัฐบาลกำลังสร้างภาระหนี้ครั้งใหญ่ให้กับประเทศ แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่าประชาชนจะได้รับผลตอบแทนอะไรอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานจำนวนมากยังไม่เห็นผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐที่ผ่านมา
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือการนำสิ่งที่ประชาชนยังไม่ไว้วางใจมาบังคับให้ยอมรับ ทั้งที่ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส โดยรัฐบาลยังคงใช้แนวคิดแบบเดิม คือ “กู้ก่อน แจกก่อน แล้วค่อยมาตอบคำถามทีหลัง”
“สุดท้ายคนที่ต้องใช้หนี้ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่รัฐมนตรี แต่คือประชาชนทั้งประเทศและลูกหลานของเราในอนาคต อย่างเช่น พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสไว้ว่า จะใช้วงเงินจากงบประมาณ แต่ตอนนี้ก็กลับคำพูดว่า ต้องกู้ ถึงจะมีแจก” นายอรรถกร กล่าว
นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไม่ควรถูกบริหารด้วยแนวคิดแบบรวมศูนย์อำนาจ ที่คนเพียงไม่กี่คนเป็นผู้ตัดสินใจแทนประชาชนทั้งประเทศ โดยปราศจากการตรวจสอบที่รอบด้าน และสุดท้ายให้ประชาชนจ่ายหนี้ร่วมกันทั้งประเทศ







