
ครม.อนุทิน2เมินยืนยันร่างแก้รธน.ม.256 ส่อรีเซ็ตใหม่จับตาเกมยื้อเวลา
มติ ครม. ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ส่งผลกฎหมายตกไปทันทีท่ามกลางคำถามถึงความจริงใจต่อเสียงประชามติ 21 ล้านเสียงที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายอนุทินเป็นนายกฯ มีมติไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ค้างการพิจารณาจากรัฐสภาชุดก่อน ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไป
- รัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจก่อน และมีความกังวลต่อเนื้อหาร่างเดิมเรื่องที่มาของ สสร. และการไม่มีข้อห้ามแก้ไขหมวด 1 และ 2
- การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งฝ่ายค้านและภาคประชาชนมองว่าเป็นการยื้อเวลาและละเลยผลประชามติ
ปมประเด็น: มติ ครม. ตัดวงจรแก้รัฐธรรมนูญฉบับค้างท่อ
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีมติไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ค้างการพิจารณาจากรัฐสภาชุดก่อน โดยเลือกยืนยันร่างกฎหมายอื่นเพียง 31 ฉบับ ส่งผลให้กระบวนการที่เคยดำเนินมาต้องหยุดชะงักลงทันที แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากประชาชนกว่า 21 ล้านคนผ่านการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ตาม
ปัจจัยเศรษฐกิจ: ข้ออ้างเรื่องการจัดลำดับความเร่งด่วน
รัฐบาลชี้แจงเหตุผลหลักว่าจำเป็นต้องมุ่งเน้นการแก้ไข "วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน" ซึ่งเป็นปัญหาปากท้องที่กระทบต่อค่าครองชีพประชาชนเป็นอันดับแรก โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นภารกิจสำคัญตามเจตจำนงของประชาชน แต่ต้องจัดลำดับขั้นตอนให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤต"
นัยทางการเมือง: ความกังวลเรื่องเสถียรภาพและที่มา สสร.
จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่ารัฐบาลมีความกังวลต่อเนื้อหาในร่างเดิม โดยเฉพาะ "กลไกการได้มาซึ่ง สสร." ซึ่งอาจเปิดทางให้กลุ่มการเมืองที่มีฐานคะแนนนิยมสูงในปัจจุบันกุมความได้เปรียบในการร่างกติกาใหม่ ส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจของพรรคแกนนำรัฐบาลและเสถียรภาพของฝ่ายบริหารในระยะยาว
จุดยืนด้านความมั่นคง: ความชัดเจนในหมวด 1 และหมวด 2
ประเด็นละเอียดอ่อนเรื่องการแก้ไข หมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ครม. และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) บางส่วนไม่ยอมรับร่างเดิม เนื่องจากไม่มีการระบุข้อห้ามการแก้ไขในหมวดดังกล่าวไว้ให้ชัดเจน รัฐบาลจึงต้องการยกร่างใหม่เพื่อปิดช่องโหว่และป้องกันความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคม
ยุทธศาสตร์งบประมาณ: แผนลดต้นทุนประชามติผ่านระบบไปรษณีย์
ในด้านการบริหารจัดการ รัฐบาลมีแนวคิดที่จะลดงบประมาณการทำประชามติจากเดิม 3,500 ล้านบาท ให้เหลือเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเตรียมหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อนำระบบไปรษณีย์มาใช้ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนในการ "เริ่มต้นใหม่" เพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน
ผลกระทบทางกฎหมาย: การรีเซ็ตนับหนึ่งใหม่ภายใต้มาตรา 147
เมื่อพ้นกำหนดวันที่ 12-13 พฤษภาคม 2569 โดยไม่มีการยืนยัน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะ "ตกไป" โดยอัตโนมัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 แม้วิปรัฐบาลจะประเมินว่ากระบวนการใหม่จะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี แต่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนมองว่านี่คือการ "ยื้อเวลา" และเป็นการละเลยต่อเสียงประชามติที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







