รายงานพิเศษ: แกะรอยทีมสังหาร ส.ส. กมลศักดิ์ กับปมปริศนา "ลงขัน"หวังปลิดชีพ
นายกฯ เตรียมลงนราธิวาส 17 เม.ย. ติดตามคดีลอบยิง ส.ส. กมลศักดิ์ หลังรวบ 4 ผู้ต้องหาทีมสังหาร ขณะที่ทวีตั้งข้อสังเกตอาจเป็นการลงขันจ้างวานจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล
KEY
POINTS
- เจ้าหน้าที่จับกุมทีมสังหารได้แล้ว 4 จาก 5 ราย โดยพบว่ามีอดีตเจ้าหน้าที่ทหารที่มีความเชี่ยวชาญร่วมก่อเหตุ
- พรรคประชาชาติตั้งข้อสังเกตว่ามูลเหตุจูงใจเป็นการ "ลงขัน" จ้างวานจากกลุ่มผลประโยชน์หลายฝ่าย เนื่องจากผู้ก่อเหตุและเหยื่อไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว
- นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่เพื่อติดตามคดีและสั่งการให้ขยายผลการสอบสวนไปให้ถึงตัวผู้บงการระดับสูง
เหตุการณ์ลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส. พรรคประชาชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ ล่าสุดในวันที่ 17 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีด้วยตนเอง
โดยจะเรียกประชุมด่วนร่วมกับแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และเลขาธิการ ศอ.บต. ณ ท่าอากาศยานนราธิวาส เพื่อรับฟังรายงานสรุปและสั่งการให้ขยายผลการสอบสวนไปให้ถึงตัวผู้บงการระดับสูง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ในครั้งนี้
เปิดโปงเครือข่ายทีมฆ่า: จากอดีตนักรบสู่มือสังหาร
ความคืบหน้าทางคดีในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถออกหมายจับทีมสังหารรวม 5 ราย และควบคุมตัวไว้ได้แล้ว 4 ราย ประกอบด้วย นายสมพร ลังเดช ทำหน้าที่ประสานงานและชี้เป้า นายสุนทร พลภักดี เจ้าของอู่ชำแหละรถ นายอาวี อาแวร์ คนขับรถ และนายธนพัฒน์ วัฒนพิญโญ อดีตพรานนาวิกโยธินผู้ลงมือยิง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ต้องหาอีก 1 รายที่อยู่ระหว่างการหลบหนี คือ เรือเอก วิโรธ อดีตทหารเรือหน่วยรีคอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดหายานพาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุครั้งนี้
ข้อกังขาเรื่องยานพาหนะและท่าทีของฝ่ายความมั่นคง
ประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างหนักคือ รถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุนั้นมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงว่า แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นอดีตกำลังพลและรถยนต์ที่ใช้จะเกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่การกระทำทั้งหมดถือเป็น "เรื่องส่วนบุคคล" ทางหน่วยงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการชี้แจงเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและมวลชนในพื้นที่ ที่มักตั้งคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงในคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองท้องถิ่น
ปม "ลงขัน" จ้างฆ่า: มุมมองจากพรรคประชาชาติ
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจถึงมูลเหตุจูงใจ โดยระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นการ "ลงขัน" จ้างวานสังหารจากกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าหนึ่งฝ่าย โดยให้ความเห็นว่า "ส.ส. กมลศักดิ์ ไม่เคยมีความขัดแย้งส่วนตัวกับกลุ่มผู้ต้องหา จึงเชื่อว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลังมากกว่าหนึ่งกลุ่ม" สอดคล้องกับพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและใช้อดีตเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะพิเศษในการปฏิบัติงาน ทำให้ปมความขัดแย้งทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ถูกยกขึ้นมาเป็นสมมติฐานหลัก
บทสรุปของคดีนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่การจับกุมมือปืน แต่คือการพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลในการขุดรากถอนโคนผู้มีอิทธิพล แนวโน้มในอนาคตหากการขยายผลสามารถระบุตัวผู้บงการ "กลุ่มลงขัน" ได้จริง จะถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ แต่หากคดีหยุดลงเพียงแค่ระดับปฏิบัติการ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและสร้างความหวาดระแวงต่ออำนาจมืดที่ซ้อนทับอยู่ในโครงสร้างรัฐต่อไป
วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ
ความคืบหน้าทางคดี: เจ้าหน้าที่จับกุม 4 จาก 5 ผู้ต้องหาทีมสังหารได้สำเร็จ โดยพบว่าเป็นกลุ่มที่มีทักษะทางทหารและมีอดีตทหารเรือหน่วยรบพิเศษที่ยังหลบหนีเป็นตัวเชื่อมโยงสำคัญ
ข้อสันนิษฐานมูลเหตุจูงใจ: พรรคประชาชาติชี้เป้าไปที่การ "ลงขัน" ของกลุ่มผู้บงการหลายฝ่าย เนื่องจากผู้ต้องหาและเหยื่อไม่มีความขัดแย้งส่วนตัวกันมาก่อน สะท้อนถึงแผนการจ้างวานที่ซับซ้อน
การยกระดับสู่คดีนโยบาย: การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 เมษายน เป็นการกดดันให้ฝ่ายความมั่นคงเร่งขยายผลไปถึง "ผู้สั่งการ" เพื่อลบข้อครหาเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐกับกลุ่มมือสังหาร


