มติเอกฉันท์ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องคดีออกเสียงประชามติ
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของณัฐธิดาที่ขอให้วินิจฉัยนายกฯและครม.จัดประชามติไม่แจงข้อมูลในวันที่1เมษายนเพราะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องณัฐธิดากรณีจัดประชามติไม่แจงข้อมูลเหตุคดีค้างที่ศาลปกครอง
- ผู้ร้องอ้างว่านายกฯและครม.ทำหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญและอาจเสี่ยงต่อการลดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์
- ศาลระบุชัดห้ามยื่นคำร้องซ้ำศาลอื่นตามพ.ร.ป.วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๖ วรรคสาม และ ๔๗ (๔)
ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องคดีออกเสียงประชามติ
ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่อประชุมปรึกษาพิจารณาคดีสำคัญเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีระเบียบวาระการพิจารณารวมทั้งสิ้น ๗ เรื่อง ซึ่งคดีที่อยู่ในความสนใจอย่างยิ่งของสาธารณชนคือเรื่องพิจารณาที่ ๓. ๒๘/๒๕๖๙ กรณีที่นางสาวณัฐธิดา นิโครธางกูร ในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องที่ ๑ และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องที่ ๒ จากปมปัญหาเรื่องกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นแห่งคดีที่นางสาวณัฐธิดากล่าวอ้างคือการที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมกันจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในกระบวนการดังกล่าวนั้นกลับไม่มีการชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่ชัดเจนต่อประชาชน
อีกทั้งยังไม่มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแสดงเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนการลงคะแนนเสียงประชามติ การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าจะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งผู้ร้องมีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของประเทศ รวมถึงการลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์และลดอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ
ด้วยเหตุนี้ผู้ร้องจึงเห็นว่าการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายสูงสุดรับรองไว้ โดยอ้างว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา ๓, ๕, ๒๕, ๒๖, ๗๗, ๑๔๐, ๑๔๔, ๑๕๖ และมาตรา ๑๖๙ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล
ศาลรัฐธรรมนูญได้ร่วมกันอภิปรายข้อเท็จจริงและตรวจดูเอกสารประกอบคำร้องอย่างละเอียด พบข้อมูลสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ร้องรายนี้ได้ยื่นฟ้องผู้ถูกร้องทั้งสองในประเด็นเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลางไปก่อนหน้าแล้ว และปัจจุบันคดีดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองกลางโดยที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดออกมา
ชี้เหตุคดีซ้ำซ้อนกับศาลปกครองจึงต้องสั่งไม่รับพิจารณา
จากการตรวจสอบสถานะทางคดี ศาลรัฐธรรมนูญจึงพิจารณาข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) ซึ่งมีการระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่า หากกรณีที่ยื่นมาเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นอยู่ก่อนแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาในขณะนั้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา ๔๖ วรรคสาม ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาในทันทีหากเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลที่ทับซ้อนกันนี้เอง ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ในห้วงเวลาปัจจุบันได้
มติสรุปจบกระบวนการวินิจฉัยยกคำร้องตามข้อกฎหมายกำหนด
ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจึงได้ข้อสรุปจากการอภิปรายและลงมติในที่ประชุม ผลการพิจารณาปรากฏว่าศาลมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้สั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากขัดต่อหลักเกณฑ์เรื่องคดีซ้ำซ้อนกับศาลอื่นตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนดไว้ ส่งผลให้คดีการตรวจสอบกระบวนการออกเสียงประชามติในช่องทางของศาลรัฐธรรมนูญตามคำร้องฉบับนี้เป็นอันยุติลงในชั้นรับคำร้อง โดยให้ผู้ร้องไปดำเนินการตามขั้นตอนในศาลปกครองกลางที่คดีค้างพิจารณาอยู่ต่อไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นการรักษาระเบียบและขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมิให้เกิดความสับสนหรือทับซ้อนกันในทางปฏิบัติสืบต่อไป
ที่มา : สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ(คลิกอ่าน)


