posttoday

 ส่องสวัสดิการสส. หิ้วปิ่นโตเชิงสัญลักษณ์ หรือทางรอดงบประมาณแผ่นดิน

26 มีนาคม 2569

หมอวรงค์นำทีมจี้รื้อสวัสดิการ ส.ส. ทั้งงบอาหารและบำนาญตลอดชีพ หลังพบ 12 ปีใช้ภาษีอุดหนุนกองทุนเลี้ยงชีพกว่า 3,821 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสหิ้วปิ่นโตเข้าสภา

KEY

POINTS

  • การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์: ส.ส. หิ้วปิ่นโตเพื่อตอบรับกระแสสังคม แต่ในทางปฏิบัติงบประมาณปีปัจจุบันถูกเบิกจ่ายไปแล้ว การไม่รับประทานจึงอาจนำไปสู่ปัญหาอาหารเหลือทิ้ง
  • การปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ: ปี 2569 มีการปรับลดงบอาหารลงกว่า 50% และเปลี่ยนรูปแบบการจัดเลี้ยงเพื่อลดความซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
  • ข้อเสนอรื้อระบบบำนาญ: การพึ่งพางบกลางเติมเข้ากองทุนเลี้ยงชีพ ส.ส. กว่า 3,800 ล้านบาทในรอบ 12 ปี ถูกวิจารณ์ว่าสร้างความเหลื่อมล้ำและเป็นภาระภาษีที่ควรได้รับการแก้ไข

รายงานพิเศษ: ผ่าสวัสดิการ ส.ส. ยุคประหยัด สัญลักษณ์หิ้วปิ่นโตสู่การรื้อโครงสร้างบำนาญ

สัญลักษณ์หิ้วปิ่นโต: แรงสะท้อนจากสังคมสู่รั้วสภา

ภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อาทิ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ นายชนะวุธ อุทโทและนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ต่างหิ้วปิ่นโตมารับประทานเองหรือควักเงินซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภา กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง

การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อตอบรับข้อสังเกตของประชาชนที่มองว่า ส.ส. ซึ่งมีเงินเดือนสูงไม่ควรได้รับงบประมาณสนับสนุนค่าอาหารเพิ่มเติมจากภาษีอุดหนุน

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเชิงบริหารจัดการ การปฏิเสธไม่รับประทานอาหารที่จัดเตรียมไว้"อาจไม่ช่วยลดงบประมาณในทันที" เนื่องจากงบประมาณปี 2569 ได้รับการอนุมัติและเบิกจ่ายไปล่วงหน้าแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 หากสส. ไม่รับประทาน อาหารเหล่านั้นจะกลายเป็นขยะอาหาร (Food Waste) ทันที "การแสดงออกว่าเราจ่ายเงินกินเองได้ เป็นการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมให้ตัดงบส่วนนี้ในอนาคต" แหล่งข่าวระบุถึงเจตนารมณ์ของการหิ้วปิ่นโต

เปิดงบมื้ออาหารหลักร้อยล้าน: ความซ้ำซ้อนที่ต้องแก้ไข

จากการตรวจสอบโครงสร้างงบประมาณ พบว่าที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรเคยตั้งงบค่าอาหารสูงถึง 70-100 ล้านบาทต่อปี โดยคิดเป็นค่าอาหารต่อหัวของ สส. ถึง 1,000 บาทต่อวัน แบ่งเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็น และของว่าง ซึ่งสูงกว่างบประมาณของวุฒิสภาที่เฉลี่ย 582-800 บาทต่อวัน นอกจากนี้ยังมีงบอาหารของคณะกรรมาธิการอีกราว 39 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมักถูกตั้งคำถามเรื่องความซ้ำซ้อนหากมีการประชุมในวันเดียวกัน

เพื่อตอบโจทย์การปฏิรูปงบประมาณ ในปี 2569 ได้มีการปรับลดงบค่าอาหาร สส. ลงเหลือ 52 ล้านบาท และ สว. เหลือ 18 ล้านบาท พร้อมเปลี่ยนรูปแบบจากการจ้างเหมาบุฟเฟต์เป็นการจ้างร้านอาหารชื่อดังมาออกร้านแทน เพื่อให้สมาชิกสั่งตามความต้องการและลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งอันเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็นของแผ่นดิน

 

บำนาญตลอดชีพ: โจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จากพรรคไทยภักดี ที่เรียกร้องให้ยกเลิก "เงินทุนเลี้ยงชีพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา" หรือบำนาญ สส. เนื่องจากพบว่าตั้งแต่ปี 2557-2569 กองทุนนี้ใช้งบประมาณภาษีไปแล้วกว่า 3,821 ล้านบาท โดยในปี 2568 เพียงปีเดียวมีการดึงงบกลางฉุกเฉินมาเติมถึง 373.8 ล้านบาท เนื่องจากเงินสมทบจาก สส. เพียงเดือนละ 3,500 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์

นพ.วรงค์ ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำว่า "สส.บางคนทำงานเพียง 1 ปี ก็ได้รับเงินเลี้ยงชีพเริ่มต้น 21,300 บาทไปตลอดชีวิต ขณะที่ประชาชนต้องออมเงินอย่างหนักผ่านระบบประกันสังคม" นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 5 คน เหลือ 3 คน รวมถึงการทบทวนสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลปีละ 130,000 บาท และค่าเล่าเรียนบุตร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีมากที่สุด

กระแสการหิ้วปิ่นโตและการเรียกร้องให้ยกเลิกบำนาญ สส. สะท้อนถึงแรงกดดันจากภาคสังคมที่ต้องการเห็นความโปร่งใสและลดสิทธิประโยชน์ที่เกินความจำเป็น แนวโน้มหลังจากนี้คาดว่าจะมีการปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการสวัสดิการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบ "เหมาจ่าย"เป็นแบบ"จ่ายตามจริง" ซึ่งจะช่วยอุดรอยรั่วของงบประมาณแผ่นดินและลดช่องว่างความรู้สึกเหลื่อมล้ำระหว่างนักการเมืองและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวล่าสุด

ดีเซลพุ่ง6บาท/ลิตร เรือแสนแสบขึ้นค่าโดยสาร2บาทเริ่ม30มีนาคม69