posttoday

ป.ป.ช.ชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่าฯ 4 จังหวัด ร่ำรวยผิดปกติรวม 321 ล้านบาท

16 มีนาคม 2569

ป.ป.ช.มีมติเมื่อ 16 มี.ค. 2569 ชี้มูล นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าฯ 4 จังหวัด ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้านบาท หลังไม่สามารถชี้แจงที่มาทรัพย์สินได้ทั้งหมด

KEY

POINTS

  • ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าฯ 4 จังหวัด ร่ำรวยผิดปกติรวม 321.67 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินที่ถูกชี้มูลส่วนใหญ่อยู่ในชื่อคู่สมรส ครอบคลุมเงินฝาก 13 บัญชี ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ และทรัพย์ในชื่อบุตร
  • นายจำเริญลาออกจากราชการเมื่อปี 2566 เพื่อเข้าสู่การเมืองกับพรรคภูมิใจไทย ก่อนกลับมาเป็นข่าวจากมติ ป.ป.ช. ครั้งนี้

ป.ป.ช.ชี้ทรัพย์321ล้านไม่สัมพันธ์รายได้อดีตผู้ว่าฯ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ว่าร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทรัพย์สิน 321,670,858.30 บาท ภายหลังตรวจพบว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาที่อ้างได้ตามกฎหมาย โดยมติดังกล่าวมีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ผ่านการแถลงของนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.

สาระสำคัญของมติระบุว่า นายจำเริญในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ มีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ การใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ หรือจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแล้วพบความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ จึงเข้าข่ายความร่ำรวยผิดปกติตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. ใช้พิจารณาในคดีลักษณะนี้

คดีนี้จึงนับเป็นอีกคดีสำคัญที่สะท้อนการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เฉพาะในชื่อตัวผู้ถูกกล่าวหา แต่กระจายอยู่ในชื่อคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ช. นำมาประกอบการพิจารณาในภาพรวมของเส้นทางทรัพย์สินทั้งระบบ

แจกแจงทรัพย์คู่สมรส บุตร ที่ดิน รถยนต์ กับเงินฝาก

รายละเอียดทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. ชี้ว่าร่ำรวยผิดปกติ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ เงินฝากธนาคารในชื่อนายจำเริญ 1 บัญชี จำนวน 1,488,514.80 บาท เงินฝากธนาคารในชื่อคู่สมรส 13 บัญชี รวม 260,846,734.80 บาท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อคู่สมรส 22 รายการ มูลค่า 47,445,608.70 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท และรถยนต์ในชื่อคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท รวมทั้งสิ้น 321,670,858.30 บาท

เมื่อนำโครงสร้างทรัพย์สินทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นว่าสัดส่วนหลักอยู่ที่เงินฝากในชื่อคู่สมรส ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 260 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของทรัพย์สินที่ถูกชี้มูลครั้งนี้ ขณะที่ทรัพย์ประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็มีจำนวนหลายรายการ กระจายในความถือครองของบุคคลในครอบครัว สะท้อนประเด็นตรวจสอบที่ ป.ป.ช. ให้น้ำหนักทั้งในมิติของมูลค่ารวมและความเชื่อมโยงของผู้ถือครองทรัพย์สิน

แกนกลางของคดีจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนทรัพย์สินที่สูงผิดสังเกตเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้อย่างชัดเจนตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดในคดีร่ำรวยผิดปกติครั้งนี้อย่างเป็นทางการ

จากเส้นทางข้าราชการสู่การเมือง ก่อนถูกชี้มูลคดีดัง

ก่อนถูกชี้มูล นายจำเริญเป็นข้าราชการสายปกครองที่เติบโตจากงานบริหารจังหวัด เริ่มรับราชการในปี 2527 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จากนั้นผ่านตำแหน่งสำคัญหลายพื้นที่ อาทิ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดยะลา พังงา ระนอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และภูเก็ต ก่อนขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ตามลำดับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 มีรายงานว่า นายจำเริญลาออกจากราชการ โดยให้มีผลวันที่ 10 เมษายน 2566 เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย หลังติดข้อจำกัดเรื่องสถานะผู้ว่าราชการจังหวัดไม่อาจเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เต็มที่ ขณะนั้นมีรายงานว่าได้รับมอบหมายให้ช่วยงานหาเสียงในพื้นที่ 4 จังหวัดที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด และถูกวางบทบาทเบื้องต้นสำหรับการเมืองในระบบบัญชีรายชื่อของพรรค

มติชี้มูลของ ป.ป.ช. ที่เกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2569 จึงทำให้ชื่อของอดีตผู้ว่าฯ 4 จังหวัดรายนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง จากเดิมที่เป็นที่รู้จักในฐานะข้าราชการมหาดไทยสายพื้นที่และผู้เล่นใหม่ในสนามการเมืองภาคใต้ มาสู่การถูกตรวจสอบในคดีทรัพย์สินมูลค่าสูงกว่า 321 ล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมทางการเมืองที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

 

 

ข่าวล่าสุด

"รักไทย" ชี้ไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน รับมือ Oil Shortage หนุนใช้ EV – Solar – Energy Storage