รายงานพิเศษ:ดีเดย์15มี.ค.เปิดสภาเลือก"ประธานฯ"ก้าวแรกจัดตั้งรัฐบาลใหม่
จับตาประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก 15 มี.ค.นี้ ลุยระเบียบวาระเลือกประธาน-รองประธานสภาฯ ชี้ชะตาทิศทางการเมืองไทยก่อนโหวตนายกฯ
KEY
POINTS
- นัดหมายสำคัญ: 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. เริ่มประชุมสภาฯ เลือกประธานและรองประธานสภาฯ ภายใต้การนำของประธานชั่วคราวอาวุโสสูงสุด
- กติกาส่งผลต่อเกม: การลงคะแนนลับตามมาตรา 120 คือตัวแปรสำคัญที่วัดความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล และเสถียรภาพของเสียงข้างมากในสภา
- ก้าวต่อไป: เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ แล้ว ภารกิจเร่งด่วนคือการนัดประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่หมุดหมายสำคัญภายหลังเสร็จสิ้นรัฐพิธีฯ โดยในวันนี้ (15 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. มีวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่สำคัญเพื่อเลือก “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งถือเป็นกลไกนิติบัญญัติขั้นแรกที่จะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพในการจัดตั้งรัฐบาลและการควบคุมเกมในสภาฯ ตลอดวาระ 4 ปีข้างหน้า
ขั้นตอนเริ่มต้นด้วยการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง 499 คน ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. (คิดเป็นจำนวนเกินร้อยละ 95 ตามเกณฑ์เปิดสภา) ต้องกล่าวคำปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 115 เพื่อยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยคาดหมายว่า นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในวัย 89 ปี ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราวในที่ประชุม เนื่องจากเป็นสมาชิกที่มีอาวุโสสูงสุดตามธรรมเนียมปฏิบัติ
เปิดกระบวนการ "ลงคะแนนลับ" วัดพลังขั้วการเมือง
ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ กระบวนการเลือกที่กำหนดให้ “กระทำเป็นการลับ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 120 โดยที่ประชุมจะต้องมีมติร่วมกันก่อนว่าจะให้มีรองประธานสภากี่คน (1 หรือ 2 คน) ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอชื่อและลงคะแนน ซึ่งหนึ่งสมาชิกมีสิทธิออกเสียงได้เพียงหนึ่งเสียง
การลงคะแนนลับถือเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญที่มักสร้างเซอร์ไพรส์ทางการเมือง เนื่องจากเป็นการยากที่จะควบคุมทิศทางคะแนนเสียงให้เป็นไปตามมติพรรค (Whip) ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานในที่ประชุม (ประธานชั่วคราว) เป็นผู้ออกเสียงชี้ขาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียง ซึ่งถือเป็นกลไกป้องกันทางตันทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เสียงของทั้งสองขั้วก้ำกึ่งกัน
เงื่อนไข "ความเป็นกลาง" และบทบาทเชิงนโยบาย
คุณสมบัติของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้มีข้อจำกัดชัดเจนว่า ต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ หรือเป็นกรรมการบริหารในพรรคการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของรัฐธรรมนูญในการแยกฝ่ายนิติบัญญัติออกจากอิทธิพลของฝ่ายบริหารและพรรคการเมืองอย่างเด็ดขาด
ในเชิงลึก การได้ตัวประธานสภาฯ ที่มาจากฝั่งเสียงข้างมากที่มีความพร้อม จะช่วยให้กระบวนการทางกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลในอนาคตขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น เนื่องจากประธานสภาฯ มีอำนาจในการบรรจุวาระการประชุม และควบคุมการอภิปราย ซึ่งหากการเลือกครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ย่อมเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความพร้อมของขั้วอำนาจใหม่ในการบริหารประเทศ
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับการเสนอให้เป็นประธานสภาฯ เพื่อขอคะแนนสนับสนุนจากสส. คือนายโสภณ ซารัมย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอนุทิน1 ซึ่งในการเลือกตั้ง69 พรรคภูมิใจไทยถือครองสส.ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่27 จำนวน191เสียง
สัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นและตลาดทุน
ผลกระทบจากการเลือกตำแหน่งสำคัญนี้ จะเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ (Business Sentiment) หากขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว จะสะท้อนถึงเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่รวบรวมเสียงข้างมากไว้ได้จริง ลดความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ที่เป็นตัวฉุดรั้งการตัดสินใจลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในช่วงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากได้มติคือ การนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่จะมีภารกิจสำคัญที่สุดลำดับถัดไป คือการนัดประชุมรัฐสภาเพื่อ “โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี” ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายในการจัดตั้งอำนาจบริหารเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นทางการ.


