posttoday

รัฐบาลอนุทิน2ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง"ลูกเทพ"ดันพ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน

12 มีนาคม 2569

รัฐบาลอนุทิน2 เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงควบรวมท่องเที่ยวและวัฒนธรรม พร้อมชงร่าง พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน ปลดล็อกวาระผู้บริหารและจัดสรรภาษีสู่ท้องถิ่น

KEY

POINTS

  • การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ: รัฐบาลเตรียมบูรณาการกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับงานท่องเที่ยว พร้อมแยกกระทรวงกีฬาเพื่อเน้นพัฒนาศักยภาพเฉพาะด้าน
  • การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: ผลักดันร่าง พรบ. บ้านเกิดเมืองนอน เน้นการให้อำนาจประชาชนตัดสินใจวาระผู้บริหารและจัดสรรภาษีเข้าพื้นที่โดยตรง
  • ผลกระทบทางการเมือง: การขับเคลื่อนเชิงนโยบายชุดนี้ถูกจับตาว่าเป็นกลยุทธ์สร้างฐานเสียงระยะยาวของพรรคภูมิใจไทยผ่านกลุ่มการเมืองท้องถิ่น

ปรับโครงสร้างใหญ่: ผนวกท่องเที่ยวและวัฒนธรรม มุ่งสร้างเศรษฐกิจใหม่

การจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเต็มอำนาจในช่วงสงกรานต์ 2569 มีภารกิจสำคัญคือการปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง "วัฒนธรรมสร้างชาติ" ซึ่งเป็นการนำงานด้านวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงวัฒนธรรมที่เป็นเทรนด์โลกในปัจจุบัน พร้อมกันนั้นยังมีแผนแยกงานด้านกีฬาออกมาตั้งเป็นกระทรวงเฉพาะ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพนักกีฬาไทยที่ถูกมองว่ากำลังเผชิญภาวะตกต่ำให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามต่อเนื่องที่เคยถูกเสนอในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทว่ายังไม่สามารถทำได้สำเร็จ จนกระทั่งถูกนำกลับมาผลักดันอย่างจริงจังในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมุ่งหวังให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ มากกว่าการแยกส่วนงานอย่างในอดีต อย่างไรก็ตาม การควบรวมครั้งนี้ยังถูกจับตามองจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้จริงตามเป้าหมาย หรือจะเป็นเพียงการจัดสรรอำนาจหน้าที่ใหม่เท่านั้น

ชงร่าง พรบ. บ้านเกิดเมืองนอน: พลังคนรุ่นใหม่กับการกระจายอำนาจ

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม "ลูกเทพ" ซึ่งประกอบด้วยทายาทนักการเมืองนำโดย ไชยชนก ชิดชอบ,ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และภราดร ปริศนานันทกุล กำลังร่วมกันขับเคลื่อน "ร่าง พรบ. บ้านเกิดเมืองนอน"โดยมีสาระสำคัญคือการปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยกเลิกข้อจำกัด 2 สมัย 8 ปี เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับลดเกณฑ์อายุผู้สมัครจากเดิม 30-35 ปี เหลือเพียง 25 ปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเกิดของตน

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการจัดสรรภาษีลงสู่ท้องถิ่น โดยร่างกฎหมายนี้เสนอให้ประชาชนเลือกได้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลจะถูกนำไปพัฒนาจังหวัดบ้านเกิดเท่าใด ซึ่งมีการประเมินว่าหากจัดสรรภาษีนิติบุคคลในสัดส่วน 30% จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ท้องถิ่นสูงถึง 195,000 ล้านบาท "ไชยชนก ชิดชอบ"ได้ให้ทัศนะว่า "การให้อำนาจและงบประมาณแก่คนในพื้นที่ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนและตรงจุดที่สุด"

มุมมองรอบด้านและการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง

ในมุมมองของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ การให้อำนาจท้องถิ่นเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่ในมิติการเมืองมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ร่าง พรบ. ดังกล่าวอาจเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างฐานเสียงที่มั่นคงและขยายอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยผ่านนักการเมืองท้องถิ่นในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองระดับประเทศในอนาคตได้เช่นกัน นอกจากนี้ การควบรวมกระทรวงยังต้องผ่านด่านสำคัญคือความพร้อมของระบบราชการและการยอมรับจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างราบรื่น

สรุปได้ว่าความพยายามในการยกเครื่องโครงสร้างกระทรวงและกฎหมายท้องถิ่นครั้งนี้ คือการเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรม แม้แนวโน้มในอนาคตจะดูมีความหวังในการกระจายงบประมาณสู่จังหวัดมากขึ้น แต่ผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวังคือความโปร่งใสในการจัดการงบประมาณมหาศาล และการถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการถกเถียงและตรวจสอบจากทุกภาคส่วนอย่างละเอียดก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง

 

 

ข่าวล่าสุด

The Soul Resort สระบุรี : หลบหนีจากโลกวุ่นวาย สู่หุบเขาแห่งการฟื้นฟูจิตใจ