posttoday

รายงานพิเศษ: เพื่อไทยในวงล้อมสีน้ำเงิน ภาวะจำยอมบนกระดานอำนาจใหม่

20 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคเพื่อไทยเผชิญวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่หลังคะแนนนิยมดิ่งเหวสู่ปรากฏการณ์ต่ำร้อย พร้อมสูญเสียอำนาจนำในกระดานการเมืองใหม่ให้แก่ภูมิใจไทยอย่างราบคาบ

KEY

POINTS

  • พรรคเพื่อไทยสูญเสียสถานะพรรคอันดับหนึ่งในรอบ 25 ปี และกลายเป็นพรรคที่ไร้อำนาจต่อรองกับขั้วอำนาจใหม่
  • ต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ขั้วสีน้ำเงิน) ซึ่งเป็นแกนนำหลัก
  • พรรคกำลังเผชิญวิกฤตอัตลักษณ์ ขาดจุดยืนที่ชัดเจน และเสี่ยงต่อการถูกกลืนกินโดยเครือข่ายการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองไทยปี 2569 พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่หนักหน่วงที่สุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ปรากฏการณ์ "ต่ำร้อย" ด้วยจำนวน สส. เพียง 74 ที่นั่ง และคะแนนนิยมที่วูบหายเหลือเพียง 5.1 ล้านเสียง ไม่ได้เป็นเพียงความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง แต่คือสัญญาณเตือนถึงการล่มสลายของอำนาจนำที่ตระกูล "ชินวัตร" เคยถือครองมาอย่างยาวนาน

3 Key Points: ยุทธศาสตร์และภาวะถดถอย

จุดจบ Hegemony: ปิดตำนานพรรคอันดับหนึ่งในรอบ 25 ปี จากกระแส "ชินวัตร" ที่เคยรุ่งโรจน์ สู่สภาวะ "นักโทษเชิงยุทธศาสตร์" ที่ไร้อำนาจต่อรองกับขั้วอำนาจใหม่

อาณัติสีน้ำเงิน: ภาวะจำยอมที่ต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทย หลังพ่ายแพ้ทั้งจำนวน สส. และการถูกกดดันจากคดีจริยธรรมจนเปลี่ยนตัวนายกฯ

วิกฤตอัตลักษณ์: การไร้ที่ยืนชัดเจนระหว่างฝั่งเสรีนิยมและอนุรักษนิยม เสี่ยงต่อการถูกกลืนกินโดย "พรรคกล้าทำ" และเครือข่ายบ้านใหญ่ที่แปรพักตร์ไปอยู่ฝั่งผู้ชนะ

พลวัตความเสื่อมถอยและการเปลี่ยนผ่าน

ตลอดสองทศวรรษ ความสำเร็จของพรรคตระกูลชินวัตรวางอยู่บนสูตร "ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่" ผสาน "ประชานิยมเชิงนโยบาย" ทว่าปัจจุบันสูตรนี้ถูกพรรคภูมิใจไทยนำไปใช้จนสัมฤทธิผลยิ่งกว่า เกิดสภาวะ "ศิษย์คิดล้างครู" ที่ดึงฐานเสียงท้องถิ่นไปอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขจาก 18.9 ล้านเสียงในอดีต สู่ 5.1 ล้านเสียง สะท้อนว่ามนต์ขลังของผู้นำจิตวิญญาณ"ทักษิณ ชินวัตร" ถึงจุดอิ่มตัวในบริบทการเมืองใหม่

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้รุนแรงขึ้นเมื่อพรรคเพื่อไทยเผชิญภาวะแห่งการล่มสลายของอำนาจต่อรอง เนื่องจากการแจ้งเกิดของ "พรรคกล้าธรรม" ที่พร้อมเสียบแทนในรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไข บีบให้เพื่อไทยต้องยอมแบ่งเค้กกระทรวงสำคัญ และจำใจเดินตามเกมของฝั่ง "น้ำเงิน" อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

รอยร้าวและระเบิดเวลาทางการเมือง

ความสัมพันธ์ระหว่าง "แดง" และ "น้ำเงิน" ในปัจจุบันคือ "มิตรในนาม ศัตรูในใจ" บาดแผลฉกรรจ์ถูกตอกย้ำด้วยเหตุการณ์ช่วงมิถุนายน 2568 เมื่อความพยายามทวงคืนกระทรวงมหาดไทยล้มเหลว และถูกโต้กลับด้วย "คลิปเสียง"จนนำไปสู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้"แพทองธาร ชินวัตร"พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรง รอยร้าวนี้ลึกซึ้งเกินกว่าจะประสาน และกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่แฝงอยู่ในรัฐบาลผสม

ทางแพร่งที่ต้องเลือก

โจทย์ใหญ่ของเพื่อไทยในอีก 3-4 ปีข้างหน้านับจากนี้คือ การนิยามตัวตนใหม่ในพื้นที่ Neo-Conservative หากพรรคยังไม่สามารถสร้างผลงานเชิงประจักษ์ผ่านกระทรวงที่ได้รับ และยังยอมจำนนต่อประเด็นอื้อฉาวเพื่อรักษาอำนาจ ก็จะกลายเป็นเพียงส่วนต่อขยายที่ไร้ตัวตน ความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับการกอบกู้ศรัทธาผ่านนโยบายที่จับต้องได้และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ไร้มลทิน ก่อนที่ฐานเสียงที่เหลืออยู่จะกลายเป็นศูนย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

แหล่งที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิก)

ข่าวล่าสุด

กกต.ประกาศรายชื่อ สส. ทั่วประเทศแล้ว! ยกเว้น 3 เขต รอนับคะแนนใหม่