"วิรุตม์" เห็นต่างกฤษฎีกาชี้บิ๊กโจ๊กต้องหาคดีอาญาให้ออกราชการไว้ก่อนได้
เปิดความเห็นต่างปม"บิ๊กโจ๊ก"ให้ออกจากราชการไว้ก่อน "วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร" เลขาธิการสป.ยธ.ชี้ รรท.ผบ.ตร.ใช้อำนาจตามมาตรา131 ตำรวจทุกระดับทำผิดอาญาร้ายแรงไม่ต้องรอผลสอบสวนคณะกก. เป็นคนละเรื่องกับมาตรา120 กรณีตำรวจทำผิดวินัยร้ายแรง
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(สป.ยธ.) กล่าวว่า กรณีการตอบและตั้งข้อสังเกตตามหนังสือหารือของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ตามบันทึกของคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงนามโดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ออกจากราชการไว้ก่อนโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่ตั้งขึ้น ย่อมจะทำให้การสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมนั้น เป็นข้อสังเกตที่ไม่ได้ถาม ไม่ถูกต้อง ไม่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและสร้างปัญหาในการปฏิบัติราชการ
เนื่องจากการที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร.สั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกตำรวจรวม 5 คน ออกจากราชการไว้ก่อนก็ด้วยเหตุว่า "ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรง"จึงเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาคือ ผบ.ตร.สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา 131 และควร"ทำกับตำรวจทุกคนทุกระดับ"ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาอยู่ระหว่างต่อสู้คดีหรือรอผลคดีถึงที่สุด" ซึ่งทั้งการสอบสวน การสั่งคดีของอัยการและการพิจารณาของศาลทั้งสามศาลต้องใช้เวลานานรวมไม่ต่ำกว่าห้าปี
ทั้งนี้ ก็เพื่อมิให้บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็น"ตำรวจ"ต่อไปหลังตกเป็น"ผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรง" เนื่องจาก"ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือเชื่อมั่นของประชาชน" รวมทั้งอาจนำตำแหน่งหน้าที่ไปใช้สร้างความเสียหายต่อทางราชการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ "จึงไม่จำเป็นต้องรอผลการสอบสวนทางวินัย"อีกตามมาตรา 120 แต่อย่างใด เพราะนั่นเป็นกรณีที่ตำรวจทำผิดวินัยร้ายแรงโดยไม่เป็นความผิดอาญา เช่น ท้าตีท้าต่อยผู้บังคับบัญชา หรือประมาททำให้ทรัพย์สินราชการเสียหายร้ายแรง ฯลฯ
เหตุผลที่ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการหรือพักราชการได้ไม่ต้องรอผลการสอบสวนทางวินัย ก็เพราะเมื่อตำรวจกระทำความผิดอาญาจนตกเป็นผู้ต้องหาไม่ว่าจะเป็นการการจับการกระทำผิดซึ่งหน้า ถูกออกหมายเรียกไปแจ้งข้อหา หรือศาลออกหมายจับ ย่อมถือว่ามีพยานหลักฐานจากการสอบสวนน่าเชื่อว่ากระทำความผิดระดับหนึ่งแล้ว มีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าการสอบสวนทางวินัยด้วยซ้ำ
ดังนั้น การตั้งข้อสังเกตว่าควรรอฟังความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนก่อนตามมาตรา 120 เป็นเรื่องในหมวด 7 “การดำเนินการทางวินัย” คือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรงอย่างเดียว โดยยังไม่มีหลักฐานจากทางใดว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ จึงจำเป็นต้องรอฟังความเห็นคณะกรรมการสอบสวนก่อน ต่างจากการตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่ผ่านการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาพอสมควรแล้วจนกระทั่งถูกแจ้งข้อหาหรือศาลออกหมายจับ


