
ชงค่าจ้าง300กทม.-ภูเก็ตจังหวัดอื่นทยอยปรับ40%
แนะขึ้นค่าจ้าง 300 บาท เฉพาะ กทม.ปริมณฑลและ ภูเก็ต ล่อใจเอกชนนำส่วนต่างค่าจ้างเก่าใหม่ลดหย่อนภาษี
แนะขึ้นค่าจ้าง 300 บาท เฉพาะ กทม.ปริมณฑลและ ภูเก็ต ล่อใจเอกชนนำส่วนต่างค่าจ้างเก่าใหม่ลดหย่อนภาษี
นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลางได้หารือถึงนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยมีข้อเสนอแนะว่าช่วงแรกให้ขึ้นค่าจ้างในจังหวัดที่จ่ายแพงอยู่แล้ว เช่น กทม.ปริมณฑล และภูเก็ต ขึ้นไปให้ถึง 300 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40% ของค่าจ้างปัจจุบัน จากนั้นจึงปรับเพิ่มค่าจ้างในจังหวัดอื่นที่ 40% เท่ากันทุกจังหวัด
นอกจากนี้ ยังต้องทำควบคู่กับมาตรการทางภาษี เช่น ให้นำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงานไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า รวมทั้งนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขึ้นค่าจ้างไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย
ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างเป็นปัจจัยลบ กระทบส่งออก ทำให้แข่งขันกับเวียดนามและจีน ลำบากขึ้น
ผลการศึกษาพบว่า การปรับขึ้นค่าจ้าง 2 ส่วน คือ ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน และค่าจ้างปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท/เดือน จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 28% กลุ่มที่กระทบแรง คือ อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ เพิ่มขึ้น 35.02% สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย 34.45% และกระดาษ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และการพิมพ์ 22.39%
ขณะที่การปรับค่าจ้างปริญญาตรี ส่งผลให้ต้นทุนส่งออกเพิ่ม 5.71% กลุ่มที่กระทบมากสุด กระดาษ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และการพิมพ์ 5.44% สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย 1.48% และอาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ 0.78% ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่ควรทยอยปรับขึ้นค่าและต้องทำให้สอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคแรงงาน เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าปรับตัวได้ โดยกลุ่มที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เร็วเป็นกลุ่มอาหาร สิ่งทอ และเครื่องใช้ไฟฟ้า







