
วิกฤติ SMEs เวียดนาม พิษเงินเฟ้อหรือรัฐเฉยเมย
เมื่อไม่กี่ปีก่อน หากเอ่ยถึงประเทศเวียดนาม บรรดานักลงทุนทั้งหลายต้องเหลียวหลังกลับมามอง
เมื่อไม่กี่ปีก่อน หากเอ่ยถึงประเทศเวียดนาม บรรดานักลงทุนทั้งหลายต้องเหลียวหลังกลับมามอง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อไม่กี่ปีก่อน หากเอ่ยถึงประเทศเวียดนาม บรรดานักลงทุนทั้งหลายต้องเหลียวหลังกลับมามอง เนื่องจากได้ชื่อว่าเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งอาเซียน ที่มีแนวโน้มสดใสและกระโจนไปได้ไกล
เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต
ทว่า เสือเศรษฐกิจที่ผ่าเผย ดูจะเหลือสถานะเป็นเพียงแค่แมวขี้โรคตัวหนึ่ง เพราะขณะนี้เวียดนามกำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตเงินเฟ้อครั้งรุนแรง โดยในบรรดาธุรกิจทั้งหมด กลุ่มที่ดูจะทุกข์ทรมานมากที่สุดคือ เหล่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)
ทั้งนี้ สถานการณ์ของบริษัทเสื้อผ้า เหงียน เติม โฟซี บริษัทที่เคยได้รับการยกย่องจากนิตยสารผู้บริโภคเวียดนามว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์เวียดนามที่แข็งแรงที่สุด นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอีในเวียดนามได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อมากมายเพียงใด
โงถิโบ ผู้อำนวยการทั่วไปของบริษัท กล่าวว่า บริษัทกำลังประสบวิกฤตจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้ทางบริษัทต้องปลดพนักงาน 60% จากพนักงานที่มีอยู่ทั้งหมด 400 คน เนื่องจากรายได้ลดลงอย่างมหาศาล
สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้รายได้ของบริษัทลดลง ก็เพราะในภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้ผู้บริโภคย่อมเลือกควักเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อเสื้อผ้าถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย บริษัทของโบจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทของโบก็ไม่ใช่บริษัทเดียวในเวียดนามที่กำลังประสบปัญหา เนื่องจากมีเอสเอ็มอีสัญชาติเวียดนามมากมายที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน
“เราตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ” โบ กล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมาก ซึ่งในยามปกติก็ถือว่าอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอยู่แล้ว กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อในเวียดนาม โดย กาวสิเคียม อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม เชื่อว่าในปีนี้พนักงาน 1 ใน 3 ของบริษัทขนาดเล็กอาจต้องอยู่ในสภาพตกงาน อีกทั้งอดีตที่ปรึกษารัฐบาลท่านหนึ่ง กล่าวว่า บรรดาบริษัทเอสเอ็มอีในเวียดนาม 30% ได้ปิดกิจการไปตั้งแต่ปลายปี 2552
แม้ปัญหาเงินเฟ้อกำลังเล่นงานเอสเอ็มอีแห่งไซ่ง่อนอย่างหนัก แต่หากลองวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริงก็จะพบว่า ปัญหานั้นไม่ได้มีต้นตอมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุอื่นที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งก็คือการขาดความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐนั่นเอง
การปฏิรูปทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้ส่งผลให้ธุรกิจประเภทเอสเอ็มอีเกิดขึ้นเป็นจำนวนนับแสน โดยธุรกิจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเวียดนาม เพราะคิดเป็น 96% ของบริษัททั้งหมดในประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 40% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ดังนั้น เรียกได้ว่าเอสเอ็มอีคือตัวผลักดันเศรษฐกิจของประเทศเลยทีเดียว
แต่ความสำคัญเหล่านี้กลับถูกมองข้ามโดยภาครัฐ ส่งผลให้บรรดาเอสเอ็มอีต้องสู้ศึกหนักเพียงลำพัง
ทั้งนี้ การที่เหล่าเอสเอ็มอีไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ส่งผลให้การเข้าถึงเงินทุนนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากในประเทศที่รัฐเป็นเจ้าของ หรือมีต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ และสามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างง่ายดาย
เอสเอ็มอีจึงเป็นเพียง “พลเมืองชั้นสาม” หรือ “มวยรอง” เมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้น
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับบริษัทเหล่านี้มากกว่าเอสเอ็มอี โดยสิ่งนี้ถูกสะท้อนให้เห็นจากนโยบายทางอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านี้ การไร้ซึ่งนโยบายทางการเงินที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี และความพยายามของรัฐบาลตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในการสร้างกลุ่มบริษัทในเครือที่มีรัฐเป็นเจ้าของ คล้ายบริษัทข้ามชาติของประเทศเกาหลี (Chaebols)
เมื่อเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ก็ยากที่จะเติบโต ฟามถูฮาง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า เอสเอ็มอีในเวียดนามกำลังติดแหง็กอยู่กับที่โดยไม่สามารถเติบโตได้ เนื่องจากขาดเครดิตและเงินที่จะซื้อเทคโนโลยีทันสมัย
ทั้งนี้ สถานการณ์เอสเอ็มอีในต่างประเทศนั้น สถานการณ์ของเอสเอ็มอีกลับแตกต่างจากในเวียดนามโดยสิ้นเชิง มาร์โก เบรอ หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัท แมคเคนซี่แอนด์ โค บริษัทที่กำลังเติบโตเร็วสุดในเวียดนาม กล่าวว่า ในต่างประเทศเช่น ไทย อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ได้มีการก่อตั้งสถาบันต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีภายในประเทศ ทั้งจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ธนาคาร และสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ในประเทศเวียดนามกลับไม่พบสิ่งเหล่านี้เลย
“ธุรกิจขนาดเล็กในเวียดนามส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคส่วนที่กำไรน้อย และเทคโนโลยีล้าสมัย เพราะฉะนั้นก็จะมีเพียงบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่สามารถเติบโตสู่ธุรกิจสินค้าและบริการที่ซับซ้อนและมีมูลค่ามากขึ้น” โจนาธาน พินคัส หัวหน้าโครงการสอนเศรษฐศาสตร์ฟุลไบรท์ในเมืองโฮจิมินห์ กล่าว
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่าภารกิจใหม่ของรัฐบาลเวียดนามคือการดูแลและส่งเสริมเอสเอ็มอีในประเทศให้มากขึ้น หากเวียดนามต้องการมีศักยภาพในการแข่งขัน ก็จะต้องสร้างภาคธุรกิจเชิงพลวัตสำหรับธุรกิจประเภทเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แย่ไปกว่านั้น คือ ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังส่งผลให้สถานการณ์ของเอสเอ็มอีนั้นยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากเวียดนามกำลังประสบปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนัก โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. สูงขึ้นร้อยละ 20 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน มิ.ย. ที่ 21% ส่วนราคาอาหารพุ่งขึ้น 30% ในเดือน พ.ค. และอีกครั้งในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกลาย ขณะที่ราคาค่าขนส่งก็สูงขึ้นประมาณ20%
แม้ว่ารัฐบาลเวียดนามจะออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับวิกฤตเงินเฟ้อครั้งนี้ โดยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายร้อย Basis Points (บีพีเอส) และสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ชะลอการปล่อยสินเชื่อ แต่มาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบทางลบกับธุรกิจขนาดเล็กของประเทศ
เคียม อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสมาคมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของเวียดนาม กล่าวว่า การที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กยอมกู้เงินจากธนาคารนั้น เปรียบเสมือนการดื่มยาพิษ โดยมีเพียงธุรกิจที่ไม่สามารถแบกรับค่าปรับจากการผิดสัญญาเงินกู้ได้เท่านั้นที่ยื่นเรื่องขอกู้จากธนาคาร
ด้านภาครัฐของเวียดนามเองก็พยายามช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยล่าสุดได้มีการหารือกันในประเด็นเกี่ยวกับการได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศ
แม้การพูดคุยหารือในครั้งนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหลายรายรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
สำหรับ โบ นั้น หวังเพียงว่ารัฐบาลจะยืดเวลาการเก็บค่าเบี้ยประกันชีวิตพนักงานบริษัท ซึ่งคิดเป็น 28% ของค่าจ้างทั้งหมด และมีมูลค่าประมาณ 3-4 ล้านด่อง (ราว 4,385–5,867 บาทต่อเดือน)
ทั้งนี้ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตกลงที่จะยืดเวลาการเก็บภาษีรายได้บริษัทเอกชน แต่เคียมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเพียงการ “สร้างกำลังใจ” มากกว่าที่จะช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ด้าน ฟามถิทูฮัง เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก กล่าวว่า การยืดเวลาการเก็บภาษีเป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนักหากธุรกิจเหล่านี้ไม่มีรายได้ให้รัฐหักภาษี
ขณะที่ แฮง ผู้อำนวยการของศูนย์ ยังอดที่จะเป็นห่วงอนาคตสินค้าเมดอินเวียดนามมากกว่า 1,000 ยี่ห้อ ที่สร้างขึ้นในช่วงเวลา 15 ปีนับตั้งแต่เศรษฐกิจประเทศเปิดรับการลงทุนภาคเอกชน
แม้ขณะนี้ธุรกิจกำลังประสบปัญหา แต่โบก็มีความมุ่งมั่นที่จะดูแลห้องแสดงเสื้อผ้าของบริษัทในฮานอยและโฮจิมินห์เพื่อไม่ให้ต้องปิดตัวลง
“หากเราต้องปิดบริษัทเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ แล้วอย่างนี้ประเทศเวียดนามจะสามารถสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนได้เมื่อใดและอย่างไรกัน” โบ กล่าว







