
รัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาฮันนีมูน
นักวิชาการชี้“ยิ่งลักษณ์” จะถูกตรวจสอบหนักกว่า “ทักษิณ-อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลใหม่ ไม่มีเวลาฮันนีมูน
นักวิชาการชี้“ยิ่งลักษณ์” จะถูกตรวจสอบหนักกว่า “ทักษิณ-อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลใหม่ ไม่มีเวลาฮันนีมูน
โดย- สุภชาติ เล็บนาค
ผลการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา สะท้อนภาพของความแตกต่าง ระหว่างคะแนนเสียงของเมือง และชนบทเป็นอย่างดี เพราะแม้พรรคอันดับหนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงจำนวนมาก และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะเตรียมแต่งชุดขาวรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่คะแนนเสียงในเมืองกลับกลายเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน ซึ่งอาจหมายถึงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างไม่รู้จบ
นายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิชาการกลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แสดงความคิดเห็นถึงผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า มีความแตกต่างระหว่างภูมิภาคและเมืองหลวงชัดเจน สะท้อนให้เห็นชัดว่าคนสองกลุ่มที่เลือกพรรคเพื่อไทย และกลุ่มที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์นั้นมองปัญหาที่เกิดขึ้นต่างกันสุดขั้ว ซึ่งเป็นแบบนี้ตั้งแต่การลงประชามติรับ/ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ผ่านมา โดยจะสังเกตได้ว่ากลุ่มคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันนั้น และกลุ่มคนที่เลือกสส.พรรคเพื่อไทยในระบบบัญชีรายชื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะอยู่ในตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน
ส่วนการตั้งรัฐบาลด้วยพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคการเมือง 300 เสียงนั้น นายอรรถจักร์ มองว่า น่าจะอยู่ได้ในระยะหนึ่ง แต่จะไม่มีเวลา “ฮันนีมูน”ร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลมากนัก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้ง และปัญหาปากท้องของประชาชน ทำให้ทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคนเสื้อแดงเอง ก็ต่างคาดหวังกับการเป็น “นิติรัฐ” ที่ต้องการความยุติธรรมเช่นเดียวกัน ฉะนั้นสิ่งที่ยิ่งลักษณ์จะต้องเจอคือการตรวจสอบที่เข้มข้นมากกว่าที่ “ทักษิณ” หรือ “อภิสิทธิ์” เคยเจอ
“กลุ่มคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยนั้นชัดเจนว่าไม่พอใจในอำนาจนอกระบบ และพอใจที่จะตัดสินใจเองมากกว่าที่จะให้ใครมาตัดสินแทนให้ แต่ต้องอย่าลืมว่าคะแนนเสียงที่พรรคเพื่อไทยนั้น เกินกึ่งหนึ่งที่ 250 คะแนนมาไม่มาก คุณยิ่งลักษณ์จึงต้องระลึกไว้เสมอว่า การจัดการประเด็นที่อ่อนไหวอย่างเรื่อง “นิรโทษกรรม” มีคนไม่เห็นด้วยกับคุณยิ่งลักษณ์เกือบครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ รวมถึงคนเสื้อแดงเอง เพราะการนิรโทษกรรมจะหมายรวมไปถึง เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาก็จะพ้นผิดไปด้วย” นายอรรถจักร์กล่าว
ส่วนทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่มีหลักการว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล”นั้น อรรถจักร์มองว่าเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน สังเกตได้จากครั้งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมล้มรัฐบาลเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมาก็ไม่สำเร็จ แต่กลับไปสำเร็จเพราะการดึงเอาอำนาจนอกระบบมาเพื่อเอาชนะ ทำให้การล้มรัฐบาล นส.ยิ่งลักษณ์โดยคนเมืองนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องอย่าลืมว่าเสียงที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพฯนั้น ก็ต่างกันไม่มาก
“คุณยิ่งลักษณ์ต้องสรุปบทเรียนที่ผ่านมา และประคองตัวต่อไปด้วยการเร่งนโยบายประชานิยมที่หาเสียงไว้ และระงับกระบวนการการนิรโทษกรรมเอาไว้ก่อน เพื่อจะได้เดินหน้าต่อไปโดยลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ลง” นายอรรถจักร์กล่าว
ขณะที่นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่ “ลบ” ที่ไม่มีตัวเลือกให้ประชาชนมากนัก เพราะหากไม่ต้องการอำนาจนอกระบบ เช่น การรัฐประหาร หรือตุลาการภิวัตน์ ก็แปลว่าต้องเลือก “ทักษิณ” เท่านั้น ทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกแยกของสังคม มากกว่าที่จะเป็นสัญญาณของการปรองดองในอนาคต
ส่วนอนาคตของรัฐบาลชุด น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น นายฐิตินันท์ แสดงความคิดเห็นว่า นส.ยิ่งลักษณ์ต้องลองย้อนอดีตไปดู เมื่อครั้งที่ พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง และได้นายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลชุดนั้นตั้งใจจะแก้กฎหมาย และนำ “ทักษิณ” กลับประเทศเพียงอย่างเดียว โดยมองข้ามกระบวนการปรองดองไป ทำให้สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ และถูกกลุ่มอิทธิพลหลายกลุ่มผสมโรงกันล้มรัฐบาลในที่สุด
“หากจะเป็นรัฐบาลให้นาน คุณยิ่งลักษณ์ต้องคำนึงถึงการเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ด้วยการสลัดภาพของการบงการโดยทักษิณ หรือการทำเพื่อทักษิณออกไป ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี” นายฐิตินันท์กล่าว
นอกจากนี้ นายฐิตินันท์ยังเสนอแนะให้ รัฐบาลชุดที่กำลังจะเกิดขึ้นลดแรงเสียดทานลงด้วยการดำเนินนโยบายให้ต่อเนื่อง ไม่พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยการไปแตะต้องกับขั้วอำนาจเดิมฉับพลัน เช่น การปลดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก การตั้งกลุ่มนปช.ขึ้นมามีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือการไปแตะต้องกับประเด็นละเอียดอ่อนอย่างอำนาจตุลาการ หรืออำนาจอื่น ๆ เพื่อเว้นพื้นที่ให้เกิดความปรองดองต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเกิดจากเงื่อนไขที่อำนาจนอกระบบ อย่างกองทัพ หรือกลุ่มอื่น ๆ ก็จะต้องอยู่ในฐานที่มั่นของตัวเองเช่นเดียวกัน ซึ่งหากประคองในลักษณะนี้เป็นระยะเวลา 3-4 เดือนจนไปกันได้ ความปรองดองก็น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงความมั่นคงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในอนาคตด้วย







