posttoday
กรอ.เข้มการจัดการของเสียจากแท่นขุดเจาะ

กรอ.เข้มการจัดการของเสียจากแท่นขุดเจาะ

08 กรกฎาคม 2554

กรอ.ตรวจเข้มการจัดการของเสียจากแท่นขุดเจาะ หลังเกิดปัญหาลักลอบทิ้งของเสียลงทะเล ลักลอบส่งออก และนำมาบำบัดไม่ถูกต้อง เตรียมร่วมมือกรมเชื้อเพลิงออกสุ่มตรวจแท่นขุดเจาะ

กรอ.ตรวจเข้มการจัดการของเสียจากแท่นขุดเจาะ หลังเกิดปัญหาลักลอบทิ้งของเสียลงทะเล ลักลอบส่งออก และนำมาบำบัดไม่ถูกต้อง เตรียมร่วมมือกรมเชื้อเพลิงออกสุ่มตรวจแท่นขุดเจาะ

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปัญหาการจัดการของของเสียจากการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมอย่างมาก โดยมีของเสียที่เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายถูกส่งออกไปต่างประเทศโดยไม่ได้ขออนุญาต มีการนำน้ำเน่าเสียจากแท่นขุดเจาะมาบำบัดบนฝั่ง โดยให้ผู้บำบัดที่ไม่ได้รับอนุญาต มีข้อร้องเรียนจากชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานบำบัดว่ามีกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นโคลนจากแท่นขุดเจาะ

มีเรือบรรทุกของเสียลักลอบปล่อยของเสียลงในทะเล แทนที่จะขนขึ้นมาบำบัดบนฝั่ง และมีชาวบ้านแถบทะเลจังหวัดสงขลาพบคราบน้ำมันที่มีลักษณะเป็นก้อนน้ำมันสีดำติดอยู่ตามแนวชายฝั่ง โดยเชื่อว่าเป็นกากของเสียที่เกิดจากแหล่งขุดเจาะน้ำมันและเรือเอกชนที่รับจ้างลักลอบทิ้งลงทะเล ซึ่งปัญหาดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก และยังแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม บริษัทผู้รับสัมปทานขุดเจาะต้องมีหน้าที่บำบัดกำจัดไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาจส่งออกของเสียที่เกิดขึ้น เช่น ของเสียปนเปื้อนปรอท สารเคมีที่ใช้แล้ว น้ำมันที่ใช้แล้ว ไปบำบัดหรือรีไซเคิลในต่างประเทศ หรืออัดกลับลงหลุมเก่า เช่น น้ำเสียจากกระบวนการผลิต หรือ ขนส่งเรือเข้ามาบำบัดกำจัดบนฝั่ง เช่น โคลน น้ำเสียที่ปนเปื้อน ของเสีย สารเคมีอันตราย เป็นต้น แต่ขั้นตอนการบำบัดบางส่วนไม่เป็นไปตามกระบวนการและมีการลักลอบทำผิดกฎหมายค่อนข้างมาก

นายอาทิตย์ กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรอ. จะร่วมกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเจ้าท่า สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมศุลกากร ตั้งคณะทำงานมาดูแลปัญหานี้ รวมทั้งจะขอความร่วมมือจากเอกชนผู้รับสัมปทาน ผู้รับบำบัดกำจัด ผู้ขนส่ง เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลชนิดและปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจากแท่นขุดเจาะ รวมทั้งเปิดเผยวิธีบำบัดให้แก่ประชาชนรับทราบ  เพราะที่ผ่านมาไม่มีข้อมูลที่แท้จริง มีแต่ข้อมูลที่ทางบริษัทแจ้งมาเท่านั้น

รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสื่อสารและทำความเข้าใจเรื่องชนิดและรายการของเสียให้ตรงกัน และจะมีการกำหนดให้ของเสียจากแท่นขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียม เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบดูแลของเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ กรอ.จะร่วมมือกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มตรวจหน้าฐานการขุดเจาะเพื่อตรวจสอบสารเคมีว่ามีค่าเกิดมาตรฐานหรือ ไม่ และตรวจสอบปริมาณของเสียที่เกิดจากกระบวนการตรวจสอบ หากพบว่ามีการทำผิดตามกฎหมาย จะมีบทลงโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือยกเลิกสัมปทาน

“เข้าใจว่าบริษัทขุดเจาะน้ำมันเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจจะทำผิด แต่ก็ต้องช่วยข้าไปดูแลขั้นตอนการจัดการของเสียด้วย เช่น การขนส่งของเสีย หรือนำกากเข้าบำบัด ต้องจ้างผู้ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายด้วย และต้องตรวจเช็คว่าของเสียเหล่านั้นถูกนำไปบำบัดอย่างถูกต้อง ไม่มีการลักลอบทิ้งลงทะเล เนื่องจากเป็นผู้ก่อให้เกิดของเสียต้องมีความรับผิดชอบ” นายอาทิตย์ กล่าว

สำหรับการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมในอ่าวไทยมีทั้งหมด 362 หลุม โดยมีผู้ได้รับสัมปทาน 5 บริษัท ได้แก่ กลุ่มบริษัทเชฟรอน 270 หลุม กลุ่มบริษัทปตท.สผ. 68 หลุม กลุ่มบรัทเพิร์ลออย 19 หลุม บริษัทคอลตอล (ประเทศไทย) 3 หลุม และบริษัทซ่าลาแมนเดอร์เอ็นเนอยี่ (อีแอนด์พี) 2 หลุม

 

 

ข่าวล่าสุด

Alexa Podcasts ฟีเจอร์ AI ใหม่ของ Amazon สร้างพอดแคสต์พร้อมฟัง

Alexa Podcasts ฟีเจอร์ AI ใหม่ของ Amazon สร้างพอดแคสต์พร้อมฟัง