
การให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(1)
เป็นหลักสากลที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การเลือกตั้งในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
เป็นหลักสากลที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การเลือกตั้งในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
โดย..อนุรักษ์ นิยมเวช
จะต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กล่าวคือ ไม่มีการทุจริตหรือใช้วิธีการโกง เช่น การซื้อเสียง การใส่ร้ายผู้สมัครรายอื่นเพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายของตนชนะการเลือกตั้ง เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับในประเทศไทยได้มีการตรากฎหมายและระเบียบหลายประการในการกำหนดหน้าที่ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามหลักสากลข้างต้น อีกทั้งได้มีการกำหนดบทลงโทษให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้ฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว
หลักเกณฑ์ในการลงโทษผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2554 โดยบทลงโทษที่สำคัญตามกฎหมายฉบับนี้มี 2 ประการ คือ (1) การสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือการแจกใบเหลือง ซึ่งถือเป็นบทลงโทษสถานเบา ทำให้ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกลงโทษยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้ และ (2) การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือการแจกใบแดง ซึ่งถือเป็นบทลงโทษสถานหนัก ทำให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งระหว่างที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ ทั้งนี้ ในการแจกใบเหลืองใบแดงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจกระทำได้ทั้งในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ช่วงหลังวันเลือกตั้งแต่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง และช่วงหลังวันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละช่วงระยะเวลาจะมีหลักเกณฑ์และผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งแตกต่างกันไป กล่าวคือ หากเป็นช่วงก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง ผู้มีอำนาจในการมีคำสั่งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ถ้าหากพ้นจากวันประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้วจะเป็นอำนาจของศาลฎีกา โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ได้มีการจัดตั้งแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นในศาลฎีกา ให้มีอำนาจในการพิจารณาออกคำสั่งดังกล่าว
สาระสำคัญของการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือการแจกใบเหลืองนั้น จะใช้ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้น แม้ว่าการทุจริตการเลือกตั้งนั้นไม่มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งได้กระทำด้วยตนเอง หรือมีส่วนรู้เห็นการกระทำนั้น แต่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายนั้นก็ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตดังกล่าว ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษผู้สมัครรายนั้นด้วยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อันจะเป็นผลให้การเลือกตั้งครั้งก่อนสิ้นผลไป แต่ผู้สมัครรายนั้นยังคงเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้
ในส่วนของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือการแจกใบแดงนั้น เป็นบทลงโทษที่รุนแรงกว่าการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ กล่าวคือ หากผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดถูกสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งแล้ว จะทำให้บุคคลนั้นขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง และไม่สามารถลงสมัครได้ต่อไป ดังนั้นแล้ว ในการพิจารณาออกคำสั่งดังกล่าว จึงจะต้องปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครได้กระทำความผิด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งจริง
นอกจากนี้ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองด้วยเช่นกัน เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 103 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 ได้กำหนดว่า ถ้าปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งได้กระทำความผิด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และให้ กกต. เสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น โดยถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่เกิดการกระทำความผิดเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองด้วย







