
พร้อมเลือกตั้ง100%
"ยืนยันได้เลยว่า ในวันเลือกตั้งที่ 3 ก.ค.นี้ ทุกหน่วยเลือกตั้งจะรองรับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิทั่วประเทศได้ 100% อย่างแน่นอนจะไม่มีเหตุการณ์ซ้ำเหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ประชาชนล้นหน่วยเลือกตั้งกลาง"
"ยืนยันได้เลยว่า ในวันเลือกตั้งที่ 3 ก.ค.นี้ ทุกหน่วยเลือกตั้งจะรองรับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิทั่วประเทศได้ 100% อย่างแน่นอนจะไม่มีเหตุการณ์ซ้ำเหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ประชาชนล้นหน่วยเลือกตั้งกลาง"
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
คำยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งโดย"สดศรี สัตยธรรม"กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ด้านกิจการพรรคการเมือง 1 ใน 5 กกต. กับภาระหน้าที่เตรียมการและป้องกันการทุจริตที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ
"สดศรี" ยังได้บอกถึงจุดบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า พบปัญหาตั้งแต่การขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด ที่มีการลงทะเบียนไว้เมื่อปี 2550 แต่ปรากฏว่าไม่มีการบันทึกข้อมูล จึงทำให้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดไม่ปรากฏชื่อของบุคคลในการเลือกตั้งครั้งนี้
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กกต.ด้วยว่า ไม่สามารถทำได้ทุกเรื่อง เนื่องจากการคุมในเรื่องทะเบียนราษฎร์ จะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง ฉะนั้นการจะทำอะไรที่เกี่ยวกับทะเบียนของประชาชน กกต.ทำได้เพียงประสานงานเท่านั้นนี่คือปัญหาหนึ่ง
ขณะที่ผู้มาลงทะเบียนในเขตเลือกตั้ง 223,023 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน 197,891 คน คิดเป็น88.73% ส่วนการเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดมีผู้มาลงทะเบียน 2,646,917 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิเพียง1,473,890 คิดเป็น 55.68% ตัวเลขนี้จะบอกว่าประชาชนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือจะหลั่งไหลไปใช้สิทธิในวันที่ 3 ก.ค.แน่นอน จึงเป็นปัญหาที่ กกต.ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคนล้นหน่วยเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นอีก เนื่องจากจะมีหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศจำนวน 9.4 หมื่นหน่วย กระจายอยู่ในแต่ละเขตฉะนั้นยืนยันว่าสามารถรองรับประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 47 ล้านคนได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพฯ ก็จะมีหน่วยเลือกตั้งถึง 50 แห่ง ใน 33 เขตเข้าไปแล้ว
สำหรับจำนวนบัตรลงคะแนนที่มีข้อกังขาว่าทำไมถึงต้องพิมพ์ออกมามาก ซึ่งความจำเป็นที่ กกต.ต้องพิมพ์บัตรจำนวนมากกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากแต่ละเล่มมี 25 ใบ เป็นการสำรองไว้หากมีเหตุฉุกเฉิน เพราะเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นที่เขตบางเขตมีการรายงานว่าบัตรขาด ซึ่ง กกต.ก็ต้องไปนำบัตรจากหน่วยอื่นมาให้
"เราขอทำบัตรเกินดีกว่าจำนวนไม่พอต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้มีกระบวนการอยู่ที่ กกต.ประจำหน่วยจะต้องนับจำนวนบัตรที่รับมา พร้อมทั้งลงลายเซ็นชื่อด้วย หากมีบัตรเหลือก็จะถูกนำไปทำลาย โดยกรรมการ กกต.ต้องทำการเจาะบัตรเพื่อให้ใช้ไม่ได้"
ขณะที่การประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็เป็นไปได้ด้วยดี เพราะเคยร่วมมือกันมาแล้วเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่ง สตช.ได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทุกหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ อย่างน้อย 2 นายต่อ 1 หน่วย ที่จะดูแลความปลอดภัย รวมทั้งรายงานผลคะแนนเลือกตั้งมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ศูนย์ราชการ หลักสี่ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยเป็นการรายงานผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยและรวดเร็วแม่นยำ
"สดศรี" เล่าถึงปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งที่ทำใจมาตลอด เพราะไม่สามารถยับยั้งเรื่องนี้ได้เลย แม้ว่าจะใช้งบประมาณประโคมการประชาสัมพันธ์ขอร้องว่าอย่าซื้อสิทธิขายเสียงมากเพียงใดก็ตาม
"ปัญหานี้มีมายาวนาน และการจะจับผู้ที่กระทำผิดนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะผู้ให้กับผู้รับมีการสมยอมกัน จึงเป็นเรื่องปกติของช่วงที่มีการเลือกตั้งปัญหานี้ยังคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่ประชาชนยังยากจน เงิน 100-200 บาท สำหรับคนยากจนมีความสำคัญมาก เพราะเขาสามารถอยู่ได้ 1 สัปดาห์ ซึ่งไม่สามารถมาเทียบกับการดำรงอยู่ภายในกรุงเทพฯ ได้เลย ดังนั้นเมื่อใดที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ดี กินดี เรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงก็จะลดน้อยลง"
สารภาพจับทุจริตได้ยาก
"สดศรี" บอกอีกว่า มีหลายคดีที่การสืบสวนใกล้จะสืบไปถึงตัวคนทุจริตการเลือกตั้งแล้ว แต่เมื่อผู้รับเงินปฏิเสธไม่ยอมให้ความร่วมมือกับ กกต. สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งมีหลายคดีที่ผู้ที่รับเงินไม่ยอมมาเป็นพยานให้กับ กกต. หรือเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้วพยานกลับไม่มา โดยอ้างว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย หรือก็บอกว่ากลัวตาย ซึ่งมีถึง 70%ที่ กกต.ยื่นฟ้องไปแต่ศาลยกฟ้อง
"บทเรียนเรื่องการจับทุจริตในปี 2550 ที่จ.นครพนม ขณะนั้นผู้ร้องเรียนอาสาติดตั้ง
กล้องรูเข็มไว้ที่เนกไท แล้วก็เข้าไปถ่ายภาพ ซึ่งภาพวิดีโอที่ได้มาเห็นว่ากำลังจะมีการแจกเงินแล้วก็มีบัตรประจำตัวประชาชนหลายใบวางอยู่บนโต๊ะ กระบวนการที่ว่านี้ทำบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ส่วนด้านหน้าเวทีก็มีผู้อำนวยการ
กกต.ประจำจังหวัดถูกเชิญมาเป็นผู้บรรยาย ทั้งหมดที่ดูมาหากมองผิวเผินดูเหมือนเป็นการกระทำที่ท้าทาย กกต.มาก แต่สุดท้ายปรากฏว่าหลักฐานต่างๆ นำมาใช้ไม่ได้ เพราะพิสูจน์ได้ว่าที่มีการจ่ายเงินนั้น เป็นการให้เงินกับผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเขาเก็บบัตรประจำตัวประชาชนไว้เพื่อที่จะจ่ายเงินได้ถูกต้อง และมีการแจ้งรายชื่อบุคคลที่เป็นผู้ช่วยไว้กับ กกต.ก่อนหน้านี้แล้ว"
ฉะนั้น จะคล้ายกับกรณีผู้สมัคร สส.ของจ.ศรีสะเกษ ที่ กกต.กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้คือ พบปัญหาหนักเนื่องจากพยานที่เข้ามาให้การในสำนวนนี้ได้กลับคำให้การ โดยอ้างว่าไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ชุด
สืบสวนสอบสวนต้องหาพยานปากอื่นขึ้นมาให้การแทน
ขณะที่หลักฐานภาพถ่ายที่นำมาให้ กกต.พิจารณา ไม่มีความชัดเจนเพียงพอ แม้ว่าภาพถ่ายดังกล่าว จะเห็นว่ามีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินแจกสิ่งของบางอย่างในมือที่ตลาดสด มีลักษณะเป็นกระดาษสีแดง ซึ่งในช่วงแรกคาดว่าเป็นธนบัตรหนึ่งร้อยบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโบรชัวร์แนะนำตัวผู้สมัคร ก็พบว่ามีลักษณะเป็นใบกระดาษสีแดงเช่นเดียวกัน ทำให้ต้องหาหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่านี้
ดังนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่สอน กกต.ว่า การจะตัดสินคดีใดก็ตามจะต้องมีพยานหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ซึ่งเวลานี้แม้จะเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้วก็ตาม กกต.ยังไม่ได้ให้ใบเหลืองหรือใบแดงกับผู้สมัครของพรรคการเมืองใด นั่นไม่ได้เป็นคำตอบว่า กกต.ไม่มีความสามารถในการจัดการเลือกตั้ง หรือควบคุมการเลือกตั้งไม่ได้
"สดศรี" บอกถึงสิ่งที่แปลกใจมาก คือยุคสมัยนี้มีกระบวนการรับจ้างสร้างเรื่องทำให้อีกฝ่ายถูกให้ใบแดง และต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้การกำจัดหัวคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองมีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จึงอยากให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดพึงมีสติ
"อำนาจที่ได้มาในมือนั้น มันไม่อยู่นาน แต่ต้องแลกกับชีวิตของคนเลยหรือ บ้านเมืองเราเป็นเมืองพุทธถือเรื่องบุญ บาป กรรมตามสนองหากคนที่สั่งเก็บหัวคะแนนได้อำนาจไปแล้ว สุดท้ายตัวเขาเองก็ไม่มีความสุข อย่ามาทำแบบหมาลอบกัด ภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะตกต่ำลงมาก ต่างประเทศจะมองคนไทยว่าป่าเถื่อน"
ขอนักการเมืองอย่าเผาบ้านตัวเอง
"สดศรี" ประเมินว่า การเมืองหลังการเลือกตั้งจะยังมีวิกฤตต่อไปอีกยาวนาน แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความร่วมมือของนักการเมืองจะนำทิศทางของประเทศ สิ่งสุดท้ายที่อยากขอจากนักการเมือง คือ "อย่าเผาบ้านตัวเองแต่ควรจะทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ"
"ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการจับมือกันของนักการเมือง ต่อรองผลประโยชน์ที่ลงตัว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การเมืองจะไม่มีผลประโยชน์ ฉะนั้นพรรคการเมืองบางพรรครีบออกมาประกาศชัดเจนว่า ขอตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ จุดนี้ชี้ให้เห็นว่าขนาดยังไม่ทันเลือกตั้งเขาก็เริ่มต่อรองกันแล้ว ฉะนั้นการเลือกตั้งก็เหมือนการลงทุนเพื่อที่จะได้ไปสู่สิ่งที่ต้องการ การเมืองถึงย่ำอยู่กับที่ เพราะนักการเมืองไม่ตัดความต้องการ และแน่นอนความสงบสุขก็จะไม่เกิดขึ้น"
สำหรับเรื่องการนิรโทษกรรมก็คือผลประโยชน์นั่นเอง ต้องถอดใจกันให้หมดทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ว่าจะทำอะไรไม่ต้องเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้หรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือ ประชาชนแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายออกเป็นสีเสื้อต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีเช่นนี้ดังนั้นประชาชนทุกคนต้องถามตัวเองว่า จะให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนเพราะนักการเมืองทำเพื่อตัวเอง เป็นผลประโยชน์ที่ยอมกันไม่ได้ สุดท้ายการเลือกตั้งก็ไม่ใช่บทสรุปเพื่อหาความสงบสุขของประเทศ
สำหรับที่มีกลุ่มคนต้องการพยายามยับยั้งไม่ให้นักการเมืองเข้าสู่สภา ก็ต้องถามกลับว่าจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เพราะนักการเมืองมีเพียงคนกลุ่มเดียวที่สืบทอดต่อกันมา เช่นพ่อเป็นนักการเมือง ลูกก็จะเป็นสืบต่อไปอีก ประชาชนไม่มีความคิดอยากจะเป็นนักการเมือง เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อเข้ามาสู่ถนนสายนี้ จึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งที่รูปแบบการเมืองไทยไม่มีความหลากหลาย
"นักการเมือง" เป็นอาชีพที่มีความสำคัญในการชี้เป็นชี้ตายประเทศ การที่ไม่ต้องให้นักการเมืองที่มีเพียงกลุ่มเดียวเข้ามา แล้วท่านจะเอาใครเป็นคนบริหารงาน ประเทศไทยจะไม่มีนักการเมืองที่เป็นคนดีแม้แต่คนเดียวเลยหรือ ทำไมถึงต้องทำขัดขวางเช่นนี้ เราจะใช้แบบสภาประชาชนหรือไม่ ซึ่งจะเข้าระบบคอมมิวนิสต์ หรือเช่นเดียวกับประเทศพม่ามีรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งต่างๆ ก็ทำโดยทหาร เราต้องการแบบนั้นหรือ หลายประเทศยืนกราน ไม่รับรองการปฏิวัติรัฐประหาร
กกต.ผู้นี้ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งไปดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พบ กกต.ของสหรัฐ เขาได้บอกกับเราว่า เคยเดินทางมาท่องเที่ยวเมื่อปี 2550 และน่าเสียดายประเทศไทยมาก เพราะเป็นประเทศที่สวยงาม การท่องเที่ยวดี สิ้นค้าราคาถูก แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เขามองว่าประเทศเราเข้าขั้นวิกฤต มองเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการบุกทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเรื่องเช่นนี้นานาประเทศจะมองเป็นเรื่องเสียหายใหญ่มาก เพราะเขาไม่เข้าใจการเมืองไทย และก็ไม่สามารถนำการเมืองไทยไปเปรียบเทียบกับของเขาได้เลย
"ตอนนั้นเราตอบเขาไม่ได้ เราทำได้เพียงตอบกลับไปสั้นๆ ว่า เป็นเพราะคน คนของเรายังไม่เข้าถึงซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประเทศเรามีโอกาสมากที่จะพัฒนาไปแต่กลับมาสะดุดหยุดลงที่ปัญหาการเมืองจากความยึดติดในอำนาจเป็นของตัว" สดศรี กล่าวทิ้งท้าย
หลังเกษียณเขียน'ชีวิตการเป็นกกต.
นาทีนี้ต้องยอมรับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ และต้องแบกภาระอันหนักอึ้งของประเทศไว้ เพราะหากจัดการเลือกตั้งไม่ดี ย่อมเป็นจำเลยของสังคมแน่นอน
"สดศรี สัตยธรรม" บอกว่า ทุกวินาทีขณะนี้กรรมการ กกต.ทุกคนทำงานโดยไม่ได้หยุดพักผ่อนเลยแม้แต่วันเดียว กระทั่งการเดินทางไปตรวจการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร
จนเกิดกระแสข่าวการเมืองภายในประเทศโจมตีว่า ใกล้การเลือกตั้งเข้ามาแล้วทำไมกกต.ต้องไปดูงานถึงต่างประเทศ ในทำนองว่าไปเที่ยว หรือต้องการให้การเลือกตั้งเกิดอุปสรรค
"ถามกลับว่า ถ้าไม่ไปดูแล้วจะให้ไปช่วงไหนเพราะต้องอย่าลืมว่าการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรมีความสำคัญเช่นกัน ถ้าจะไปเที่ยวก็ต้องใช้เวลามากกว่านั้น เป็น 3 วันที่เดินทางตลอด ทุกวินาทีที่ผ่านไปไม่ได้มีความสนุกสนาน
อย่างที่มีคนตั้งข้อสังเกต มันจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าทำไมถึงคิดกับเราเช่นนี้ คิดไม่ถึง เพราะเราไปทำงาน เมื่อเดินทางกลับในช่วงเช้า ก็ต้องมาเข้าประชุมต่อทันที"
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวก็พยายามให้กำลังใจอยู่ตลอด แม้ว่าในช่วงแรกไม่เห็นด้วยที่จะเข้ามาเป็น กกต. แต่เมื่อทำมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องเดินหน้าต่อ เหลือเวลาอีก 2 ปีกว่า ก็ต้องอดทนกันหน่อย คิดว่าเมื่อถึงเวลาก็จะมีประสบการณ์ที่จะเขียนหนังสือไปสักเล่มหนึ่งเอง "ชีวิตการเป็นกกต." เป็นอย่างไรต้องฝ่าขวากหนามอะไรบ้างนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำหลังวางมือ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง







