
ยำเละ ขายฝันโค้งสุดท้าย
เสียงวิพากษ์ต่อนโยบายพรรคการเมืองเรื่องการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม
เสียงวิพากษ์ต่อนโยบายพรรคการเมืองเรื่องการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม
หว่านเม็ดเงินจนประชาชนเสพติด หนาหูขึ้นเมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
การประกันราคาสินค้า การจำนำราคาสินค้า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คือตัวอย่างนโยบายที่ถูกยำเละจากมุมมองของนักวิชาการ แต่ทว่าท้ายที่สุดนโยบายเหล่านั้นก็ยังคงถูกชูเพื่อวัดใจประชาชน
สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานโครงการดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม วิพากษ์นโยบายด้านเกษตรว่า แม้สองพรรคใหญ่จะเสนอนโยบายที่แตกต่างกันคือ การประกันราคาข้าวและการจำนำข้าว แต่ก็ถือว่ามีระบบมีเหตุผล อย่างไรก็ตามต้องอย่าลืมว่า ทั้งสองโครงการจำเป็นต้องใช้เครื่องมือของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปเอื้อประโยชน์ให้กับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมระบบ “ทุนนิยม” เต็มรูปแบบมากขึ้น
อันที่จริงการพาเกษตรกรเข้าสู่ระบบทุนนิยมไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนแนะนำเข้ามาครั้งแรกพร้อมกับโครงการกองทุนหมู่บ้าน และอีกหลายโครงการจนติดลมบน และจูงใจให้พรรคการเมืองต้องคิดนวัตกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ๆ ออกมา และเกทับกันอย่างดุเดือดตลอดโค้งสุดท้ายของการหาเสียงอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้
เพราะนอกจากประกันและจำนำราคาข้าวที่เถียงกันไม่รู้จบแล้ว ก็ยังมี “เครดิตการ์ดชาวนา” ที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำนำในการซื้อเครื่องมือสำหรับทำการเกษตร ผ่านกลไกของ ธ.ก.ส.เช่นเดียวกัน
“3 นโยบายนี้มีจุดหลักเหมือนกัน คือการพึ่งพาสถาบันการเงินของรัฐเป็นหลัก ทั้งที่สถาบันการเงินเหล่านี้ล้วนมีจุดประสงค์คือการมุ่งหากำไรอยู่ ซึ่งหากทำไปนานๆ หรือยิ่งเข้มข้นขึ้นแล้ว โอกาสของเกษตรกรที่จะพึ่งตัวเองจะยิ่งไม่มีเลย” สังศิต กล่าว
นอกจากนี้ สังศิตยังกังวลอีกว่า การทำนโยบายรูปแบบเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผูกขาดการจัดการด้านสินค้าการเกษตรต่อไป
เขาแนะว่า รูปแบบที่น่าคิดมากกว่าคือทำอย่างไรให้สถาบันการเงินของรัฐหลุดออกจากกรอบของระบบทุนนิยม และเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความต้องการในการช่วยเหลือคนจนจริงๆ และเอาออกนอกระบบทุนนิยมให้ได้
“ผมอยากเห็นพรรคการเมือง หรือรัฐบาลใหม่ ส่งเสริมการการรวมกลุ่มของเกษตรกร หรือร่วมมือกันของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหรือต่อรองกับพ่อค้านายทุนมากกว่า” สังศิต กล่าว
ขณะเดียวกันสังศิตยังมองว่า นโยบายของพรรคการเมืองหลายๆ พรรคยังขาดความเชื่อมโยง เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการจำนำราคาข้าว การประกันราคาข้าว หรือเครดิตการ์ดชาวนา ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในมิติเดียว แต่ไม่ได้พูดถึงปัญหาการจัดการที่ดิน โดยเฉพาะการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นต้นทางของผลผลิตทางการเกษตรทุกอย่าง
“หวังว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะนำข้อเสนอของตนเอง ไปสร้างให้เป็นระบบมากกว่านี้หลังจากได้เป็นรัฐบาลแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นปรากฏการณ์ชั่ววูบในช่วงหาเสียงเพียงอย่างเดียว” สังศิต กล่าวทิ้งท้าย
นโยบายอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นที่นิยมในการหาเสียงครั้งนี้ คือเรื่องของการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้กับแรงงาน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นกลุ่มที่ถูกละเลย และมีนโยบายในส่วนนี้ออกมาน้อยมาก
ครั้งนี้ “แรงงาน” กลายเป็นตลาดใหญ่สำหรับพรรคการเมืองที่จะนำนโยบายหาเสียงเพื่อดึงดูดใจ ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ทุกวันนี้มีแรงงานที่รับค่าจ้างขั้นต่ำสูงถึง 3.1 ล้านคน แรงงานกลุ่มนี้จึงเป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่มากสำหรับการจับมาเป็นกลุ่มเป้าหมาย
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า หากประเมินนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำที่ทุกพรรคการเมืองประกาศทุกวันนี้ เป็นการประเมินเพียงด้านเดียว ซึ่งหากมีการขึ้นค่าจ้างในระดับที่สูงอย่างที่ว่าไว้และขึ้นอย่างรวดเร็ว จะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างแน่นอน และหากไม่มีมาตรการรองรับไว้ อาจเกิดปัญหาสภาพคล่องของนายจ้าง และต้องปลดคนงานออกเป็นจำนวนมาก
“ยังไม่ค่อยเห็นนโยบายด้านอื่นที่เกี่ยวกับแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มนวัตกรรมให้กับระบบอุตสาหกรรม การพัฒนาฝีมือแรงงานให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างๆ หรือการสนับสนุนให้ตั้งสหภาพแรงงาน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นการหาเสียง จึงต้องใช้นโยบายที่หวือหวาและโดนใจคนส่วนมากมาโฆษณามากกว่า” สมชัย กล่าว
ส่วนนโยบายการลดภาษีมูลค่าเพิ่มของพรรคภูมิใจไทยนั้น นายสมชัยเห็นว่า หากจะลดก็ลดได้จริง แต่ส่งผลกระทบต่อภาระของรัฐบาลแน่นอน เพราะสถานะทางการคลังของรัฐบาลไทยที่ผ่านมาก็คือ มีรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าจะจริง และไม่มีที่มาว่าจะเพิ่มเงินคงคลังด้วยวิธีใด หรือจะเก็บภาษีจากหมวดสินค้าไหนมาเพิ่มก็เตรียมตัวเข้าสู่หายนะ
เช่นเดียวกับนโยบายกุญแจ 2 ดอก ของพรรคชาติไทยพัฒนา และนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก และบ้านหลังแรกของพรรคเพื่อไทย ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกัน เพราะไม่มีหลักประกันอะไรว่าในอนาคต ผู้ที่กู้เงินไปผ่อนจะมีศักยภาพในการใช้คืนมากขนาดไหน ในระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้ ทำให้อนาคตของ “ประชานิยม” ที่เห็นอยู่ตามป้ายโฆษณาหาเสียงทุกวันนี้จะไปในทิศทางใด
สมชัย ยกตัวอย่างประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา เคยใช้ประชานิยมในการหาเสียงจนเขาได้รับชัยชนะก็จริง แต่เมื่อผ่านมา 3-4 ปีเขาก็เริ่มเรียนรู้ว่า หากใช้มากเกินไปจะประสบปัญหา ซึ่งตอนนี้เขาเริ่มเรียนรู้แล้ว แต่ถึงวันนี้เราเพิ่งเริ่มใช้ประชานิยมฟาดฟันกัน
“นโยบายอย่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างการดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ หรือการสร้างรถไฟรางคู่นั้น ผมสนับสนุนให้สร้างจริง แต่นโยบายที่หวือหวามากๆ อย่างการลดแวต 2% หรือเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำโดยทันทีนั้น หากเริ่มทำทันที ก็เชื่อว่าประเทศเจ๊งแน่นอน” นายสมชัย กล่าว
ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ทั้งภาควิชาการและสื่อมวลชนเองคงต้องเร่งให้ข้อมูล และตรวจสอบให้ใกล้ชิดขึ้นว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน เพราะหากปล่อยให้ทำฝ่ายเดียว ประเทศคงต้องประสบกับหายนะเป็นแน่แท้







