
ประชัน'หมัดน็อก'ปิดท้ายปราศรัย 'พท.-ปชป.'
โค้งสุดท้ายนี้...ต้องจับตา “หมัดเด็ด” ปิดเกมหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ ด้วยเวทีปราศรัยใหญ่พื้นที่ กทม. ซึ่ง 2 พรรคใหญ่เตรียมปล่อยยุทธศาสตร์ทิ้งทวนโกยคะแนนโค้งสุดท้ายให้เข้าเป้ามากที่สุด
โค้งสุดท้ายนี้...ต้องจับตา “หมัดเด็ด” ปิดเกมหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ ด้วยเวทีปราศรัยใหญ่พื้นที่ กทม. ซึ่ง 2 พรรคใหญ่เตรียมปล่อยยุทธศาสตร์ทิ้งทวนโกยคะแนนโค้งสุดท้ายให้เข้าเป้ามากที่สุด
พื้นที่ กทม.ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่พรรคใหญ่เลือกใช้เป็นที่ปิดเกมหาเสียงด้วยเหตุผลสำคัญ โดยเที่ยวนี้ประเมินกันว่า “แพ้ชนะ” ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ 33 เขต ของ กทม.ว่าใครจะเก็บเก้าอี้สนามนี้ได้มากกว่ากัน
ทุกพรรคยังหวังช่วงชิง “กระแสคนกรุง” ที่จะมีอิทธิพลต่อภาพรวมสนามเลือกตั้งทั่วประเทศ
โดยเฉพาะหากผลเลือกตั้งออกมาสูสี พรรคที่มีกระแสคนกรุงหนุนหลังย่อมได้เปรียบในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล
ยิ่งตัวเลขพลังเงียบที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครในพื้นที่ กทม.สูงถึง 22% การเลือกปราศรัยใหญ่ที่ กทม.จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสองพรรคที่ไล่บี้กันทำคะแนน
ที่ผ่านมาทั้งสองพรรคเริ่มปิดเกมหาเสียงโค้งสุดท้าย ก่อนจะมาหวังตอกตะปูย้ำฝาโลงกันในวันนี้ ที่จะเคลียร์ทุกข้อครหา ประกาศอาสาเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ
ไปดูที่ “เพื่อไทย” หลังจากปูพรมหาเสียงมาทั่วประเทศ และปิดท้ายที่ “อีสานใต้” บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ฐานเสียงของ “ภูมิใจไทย” คู่แข่งสำคัญในพื้นที่อีสานเมื่อสองวันก่อน
ปราศรัยใหญ่วันนี้ “เพื่อไทย” ที่กำลังวุ่นจากการเคลียร์ข้อครหา ออกแถลงการณ์ปัดไม่มีนโยบายนิรโทษกรรม คืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท เสร็จสรรพเลือกทำเลที่ “สนามราชมังคลากีฬาสถาน” ที่คาดว่าจะมีคนมาฟังกว่า 7 หมื่นคน ให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โชว์วิสัยทัศน์ 2020 เดินหน้าก้าวข้ามความขัดแย้ง
เน้นไปยัง “จุดแข็ง” ของเพื่อไทยที่ขายนโยบายโดนใจจับต้องได้ ทั้งรายได้ของประชาชนจะต้องไม่น้อยกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คนไทยทุกคนมีบ้านเป็นของตัวเอง เกษตรกรมีที่ดินทำกิน ค่าจ้างขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อวัน
เงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 3 หมื่นบาทต่อเดือน คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า และปลอดยาเสพติด เยาวชนจะมีการศึกษาทั่วถึงทันโลก ประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเป็น 2 เท่า การคมนาคมขนส่งระบบราง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองสำคัญ รถไฟรางคู่
การปราศรัยเที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ยกทีมเศรษฐกิจพรรคมาขายนโยบายเต็มที่ นำโดย พิชัย นริพทะพันธุ์ จะปราศรัยในหัวข้อ “อนาคตของคนไทย” และ ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค จะปราศรัยในหัวข้อ “เป้าหมายของประเทศไทยและประชาชนคนไทย ในการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จดุจเช่นประเทศชั้นนำของโลก”
ปิดท้ายเวลา 19.30 น. “ยิ่งลักษณ์” จะเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2020 กับภารกิจที่ต้องทำทันทีเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่ปี 2020 และก้าวไปสู่ประเทศชั้นนำของโลก”
พร้อมกันนี้ จะเชื่อมต่อสัญญาณการปราศรัยผ่านทางอินเทอร์เน็ตแบบไลฟ์สตรีม ไปยังศูนย์อำนายการเลือกตั้งทั้ง 375 ศูนย์ทั่วประเทศ
อีกด้านหนึ่ง “ประชาธิปัตย์” ปิดท้ายหาเสียงด้วยการตั้งเวทีที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จะให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ปราศรัยในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยใต้ฟ้าเดียวกัน” คาดว่าจะมีประชาชนรับฟัง 89 หมื่นคน คู่ขนานไปกับอีก 9 เวทีย่อยทั่วประเทศ ซึ่งรวมแล้วจะมีประชาชนรับฟังกว่า 2 แสนคน
เที่ยวนี้เลิกพูดเรื่อง ล้างผิด เผาบ้านเผาเมือง นิรโทษกรรมแต่จะให้ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” เปิดเวทีด้วยการขายนโยบายซื้อใจคนกรุง เชื่อมโยงไปถึงคนทั่วประเทศที่เข้ามาอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ต่อด้วย “กรณ์ จาติกวณิช” จะมาขายนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมสรุปรวมผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาล
งานนี้ประชาธิปัตย์พาคนที่เคยร่วมกิจกรรมกับนายกฯ ทั่วประเทศมาร่วมงาน อาทิ คนที่ร่วมดำนาที่ จ.สุโขทัย คนที่ได้มอเตอร์ไซค์จากเงินส่วนต่างจากการประกันรายได้ คนที่ได้โฉนดชุมชนจากคลองโยง ตอกย้ำความสำเร็จนโยบาย สรุปจบด้วย “อภิสิทธิ์” ที่จะพูดถึงการเดินหน้าต่อไปหลังการเลือกตั้ง
เวทีปราศรัยของทั้งสองพรรคจึงถือเป็น “หมัดเด็ด” ที่แต่ละพรรคงัดมาประชันกัน แม้ประเมินแล้วจะไม่ถึงกับทำให้เกิดแลนด์สไลด์ แต่ภาพที่จะออกไปก็พอจะสร้างกระแสได้ไปถึงทั่วประเทศ
ส่วนพรรคไหนจะเข้าเป้าได้มากกว่ากัน วันที่ 3 ก.ค.ได้รู้กัน







