posttoday
เอเชียตั้งการ์ดรับ ภัยฟองสบู่ควบหนี้กองสุม

เอเชียตั้งการ์ดรับ ภัยฟองสบู่ควบหนี้กองสุม

29 มิถุนายน 2554

ไม่มีประเทศใดที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีระบบเศรษฐกิจใดที่ตั้งมั่นอยู่บนความมั่งคั่ง โดยปราศจากช่องโหว่

ไม่มีประเทศใดที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีระบบเศรษฐกิจใดที่ตั้งมั่นอยู่บนความมั่งคั่ง โดยปราศจากช่องโหว่

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้ว่าเอเชียจะสามารถรอดพ้นจากวิกฤตการเงินที่บ่อนทำลายโลกตะวันตกจนแทบย่อยยับ และอีกหลายประเทศยังสามารถผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการขยายตัวจนกลายเป็นพลวัตหลักของระบบโลก ในนามของตลาดเกิดใหม่อันทรงพลัง

ทว่า เอเชียมีช่องโหว่ 2 ช่องที่ต้องเร่งอุดอย่างทันท่วงที เพราะหาไม่แล้วอาจประสบกับชะตากรรมเดียวกับโลกตะวันตกและญี่ปุ่นอย่างไม่ทันตั้งตัว

ภัยแรกคือ ปัญหาเงินเฟ้อ เป็นความกังวลที่เริ่มทวีความเข้มข้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยมีการแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จะควบคุมให้อยู่หมัด ดั่งเช่นที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แห่งจีน ที่ประกาศสกัดอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ทะลุ 5%

ภัยคุกคามประการที่สอง ที่ติดตามกันมานาน แต่หลายประเทศยังไม่ลงมือจัดการอย่างจริงจัง คือ ภัยจากภาวะฟองสบู่แตกและสภาพคล่องล้นระบบ

ล่าสุด ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เตือนว่า ตลาดเกิดใหม่กำลังก่อภาวะไร้สมดุลจากการสะสมหนี้ก้อนมหึมา และปั่นราคาในตลาดอสังหาริมทรัพย์จนเกิดภาวะฟองสบู่ แสดงอาการสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤตการเงิน ดังที่เคยทำลายล้างระบบการเงินของโลกตะวันตกเมื่อปี 2551

 

เอเชียตั้งการ์ดรับ ภัยฟองสบู่ควบหนี้กองสุม

คำเตือนของ BIS สะท้อนคำเตือนของ โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด กรรมการบริหารฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กล่าวไว้เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. ว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและละตินอเมริกากำลังมีภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป จากกระแสทุนนอกไหลเข้าและแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน และเงินเฟ้อในระดับรุนแรงของหลายประเทศ ตั้งแต่ในเอเชียตะวันออกถึงเอเชียใต้

แม้ว่า IMF จะไม่ระบุอย่างชัดเจนว่า นอกจากจีนแล้วยังมีประเทศใดที่เข้าข่ายเสี่ยง แต่ BIS ระบุอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้บราซิล จีน และอินเดีย มีปริมาณการปล่อยสินเชื่อสูงกว่า 20% ต่อปี เพื่ออัดฉีดทุนให้ตามทันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อันนำมาซึ่งการขยายตัวของเขตเมือง และสิ่งที่จำเป็นสำหรับการอาศัยในเขตเมืองอันแออัด คือ ที่อยู่อาศัย

หากจะเอ่ยถึงปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ จะต้องนึกถึงจีนเป็นประเทศแรก เพราะมีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่า 9% และเขตเมืองขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วไม่แพ้กัน ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยมีราคาแพงเกินกว่าประชาชนจะซื้อหามาเป็นเจ้าของได้

รัฐบาลจีนพยายามหน่วงเหนี่ยวมิให้ฟองสบู่แตก เพราะมิเช่นนั้นเศรษฐกิจของประเทศจะพังทลายลงในพริบตา ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนใช้ทั้งมาตรการขึ้นดอกเบี้ยและกันทุนสำรองของธนาคาร เพื่อชะลอการปล่อยสินเชื่อ แม้จะไม่ช่วยให้เงินเฟ้อเบาแรงลง แต่ช่วยให้ราคาที่อยู่อาศัยปรับลดลงเล็กน้อย จากการประเมินเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.

อย่างไรก็ตาม เมื่อย่างเข้าสู่ปลายเดือน มิ.ย. สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) กลับแถลงว่า ราคาที่อยู่อาศัยใน 67 เมือง จากทั้งหมด 70 เมืองใหญ่ ของจีนยังอยู่ในภาวะขาขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. เฉพาะ 33 เมือง มีอัตราเพิ่มถึง 5% จาก 37 เมือง ในการสำรวจเมื่อเดือน มิ.ย.

แม้จะยังอยู่ในภาวะขาขึ้น แต่นับเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง หลังจากที่ระดมสรรพกำลังและความคิดเพื่อชะลอความร้อนแรงที่ร้อนจนทั้งโลกพลอยกังวลไปด้วย

หากไม่ใช่เพราะรัฐบาลจีนมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่หนักแน่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาฟองสบู่ของจีน และส่วนอื่นๆ ของเอเชีย อาจรุนแรงจนยากจะสกัดกั้น หรือไม่ก็ถูกปล่อยปละละเลยจนในที่สุดระเบิดตัวเองจนย่อยยับ เหมือนที่สหรัฐประสบกับวิกฤตซับไพรม์อย่างรวดเร็ว แทบไม่ทันรู้ตัวว่าวิกฤตเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด

ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตกอยู่ในความเสี่ยงไม่แพ้จีนหรืออินเดีย

เหยื่อรายแรกที่กำลังสะบักสะบอมคือเวียดนาม ที่ยังไม่ฟื้นตัวจากฟองสบู่แตกในตลาดหุ้น หลังจากที่ปล่อยสินเชื่ออย่างไม่ระมัดระวัง จนตลาดหุ้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก็แตกอย่างสายฟ้าแลบเมื่อโลกเข้าสู่วิกฤตการเงิน เพราะทุนส่วนใหญ่ของเวียดนาม ล้วนมาจากประเทศตะวันตก ส่วนนักลงทุนรายย่อยในประเทศต่างโหนกระแสโดยไม่ระวัง ทำให้ทุกวันนี้ตลาดหุ้นเวียดนามที่เคยเนื้อหอมที่สุดในโลก กลายเป็นตลาดที่ชวน “ยี้” ที่สุดแห่งหนึ่ง

น่าเสียดายสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวียดนาม กลับไม่อาจเป็นบทเรียนให้กับอีกหลายประเทศในเอเชีย จากการศึกษาของ World Economic Forum หรือ WEF และบริษัท McKinsey คาดว่าภายในปี 2563 ปริมาณสินเชื่อในเอเชียจะสูงถึง 40 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณสินเชื่อทั่วโลกที่ 103 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

รายงานระบุว่า สินเชื่อจำนวนดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับประคองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสามารถสรรหาทุนมาใช้อัดฉีดเศรษฐกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวเนื่องกับความเสี่ยงดังที่โลกตะวันตกเคยประสบ

ปัญหาก็คือ ทุนที่ได้มาโดยไม่มีความเสี่ยงมีอยู่เพียงน้อยนิด การขยายตัวและการเสาะหาแหล่งทุนอย่างยั่งยืนเป็นทางออกหนึ่งที่ WEF เสนอทางออกไว้

อีกหนึ่งทางออกร่วมกันเพื่อป้องกันวิกฤตฟองสบู่แตก อันจะนำไปสู่วิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่ คือ การจัดตั้งหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อคอยสอดส่องระดับสินเชื่อในระบบทั่วโลก รวมทั้งซ่อมแซมระบบสินเชื่อให้มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นพร้อมกับสถานการณ์วิกฤต

ข้อเสนอนี้มีการเอ่ยถึงในที่ประชุม จี20 ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่ หลังจากผ่านพ้นวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก แต่ความคืบหน้าเป็นรูปธรรมยังไม่มีมากเท่ากับการหารือหลายต่อหลายครั้ง

นอกเหนือจากความล้มเหลวในการจัดตั้งองค์กรเพื่อตรวจสอบสินเชื่อเจ้าปัญหา ประเทศที่หมกมุ่นกับการปล่อยสินเชื่อยังแสดงท่าทีมั่นใจเกินไป ว่าตนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ตัวอย่างคือคำยืนยันของ เหยียนชิงหมิน รองประธานคณะกรรมาธิการควบคุมกิจการธนาคารของจีน (CBRC) ที่ว่าธนาคารของจีนสามารถต้านทานภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ล่มได้ แม้ว่าราคาที่อยู่อาศัยจะดิ่งลงถึง 20-30%

คำยืนยันนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนอย่างเห็นได้ชัด แต่อาจขัดต่อสภาพความเป็นจริง เพราะหากใช้ปัญหาหนี้สินเป็นตัววัดระดับความรุนแรงของปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐจนถึงญี่ปุ่น จะพบว่าจีนเริ่มมีทิศทางของปัญหาหนี้สาธารณะในทิศทางเดียวกัน

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจการแผ่นดินแห่งชาติจีน (NAO) พบว่าระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลระดับท้องถิ่นของจีน มีอัตราส่วนสูงถึง 1 ใน 4 หรือ 27% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือสูงถึง 10.7 ล้านล้านหยวน

แม้จะยังไม่เป็นปัญหา แต่สะท้อนให้เห็นว่า จีนเริ่มแสดงอาการของระบบเศรษฐกิจที่มีช่องโหว่อันตรายรอบด้าน ทั้งสินเชื่อ หนี้สิน และเงินเฟ้อ

ลักษณะอันตรายเช่นนี้ กำลังเกิดกับอีกหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ ที่กำลังหลงระเริงกับความคึกคักทางเศรษฐกิจ

จนลืมไปว่า หลังจากความรุ่งโรจน์โรยรา สิ่งที่อาจติดตามมาคือความล่มสลาย เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นกับนานาประเทศในโลกตะวันตก

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน