posttoday
ปฏิรูปราชการนโยบายสวยหรูแต่ไม่เป็นจริง

ปฏิรูปราชการนโยบายสวยหรูแต่ไม่เป็นจริง

28 มิถุนายน 2554

แม้จะมีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2543 แต่ดูเหมือน “ระบบราชการ” จะไม่ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปสักเท่าไหร่

แม้จะมีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2543 แต่ดูเหมือน “ระบบราชการ” จะไม่ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปสักเท่าไหร่

และยังมีข้อเรียกร้องจากทุกภาคส่วนมาต่อเนื่อง รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุดอานันท์ ปันยารชุน และสมัชชาปฏิรูปประเทศ ชุด นพ.ประเวศ วะสี ก็ได้ตอกย้ำให้มีการรื้อศูนย์อำนาจราชการเสียใหม่ เพื่อให้ตอบสนองการแก้ปัญหาของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่พรรคการเมืองที่กำลังรณรงค์หาเสียงระหว่างการเลือกตั้งกลับขาดรูปธรรมในการปฏิรูปประเทศอย่างถอนรากถอนโคน เห็นแต่ภาพกว้างๆ ดูสวยหรูแต่เป็นจริงได้ยาก

จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยทำวิจัยเรื่องการปฏิรูปราชการ กล่าวว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใดแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูประบบราชการ เพราะจับต้องยาก เมื่อเทียบกับนโยบายเรื่องปากท้องหรือเรื่องค่าจ้าง ถึงแม้พรรคการเมืองจะมีนโยบายด้านนี้ประชาชนคงจะไม่สนใจ “การปฏิรูประบบราชการจำเป็นมาก เพราะประสิทธิภาพหน่วยงานราชการมีปัญหามาตลอด เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีข่าวของข้าราชการเกียร์ว่างไม่ทำงาน หรือมีนักการเมืองเข้าแทรกแซงการโยกย้ายข้าราชการเป็นประจำ นั่นคือเหตุผลที่ต้องปรับกลไกข้าราชการให้ชัดว่าบทบาทของตนเองเป็นอย่างไร และการเมืองจะเข้ามาก้าวก่ายได้มากน้อยแค่ไหน” จรัส ระบุ

 

ปฏิรูปราชการนโยบายสวยหรูแต่ไม่เป็นจริง

อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์มองว่า ทุกวันนี้ระบบคุณธรรมที่ระบบราชการของไทยยึดเหนี่ยวมาตลอดถูกทำลายไปหมด มีการซื้อขายตำแหน่งหรือใช้ประโยชน์จากตำแหน่งตนเอง ทำให้การรับใช้ประชาชนมีให้เห็นน้อยลงทุกวัน อย่างกระทรวงศึกษาธิการที่รวมศูนย์อำนาจของโรงเรียนจนโรงเรียนในชนบทไม่มีคนไปสอนและไม่มีงบประมาณลงไปถึง กระทรวงกลาโหมที่มีกำลังคนและกำลังอาวุธมากเกินไปจนต้องใช้งบประมาณในการบำรุงรักษา

รวมถึงจ่ายเงินเดือนให้กับข้าราชการเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับกระทรวงการคลังหรือกระทรวงมหาดไทย สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานราชการแต่ละแห่งมีปัญหาในการจัดการองค์กรในรูปแบบเฉพาะตัวที่ต่างกันออกไป

แม้จะมีความพยายามในการปฏิรูประบบราชการตั้งแต่ปี 2475-2502 มาจนถึงสมัยรัฐบาลทักษิณในปี 2545 แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในเชิงปฏิบัติการ เช่น งานบุคคล งานพัสดุ หรือการเลื่อนขั้นเงินเดือนจากระบบซีมาเป็นระบบแท่งเท่านั้น แต่หลักคิดใหญ่ก็ยังรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวข้าราชการระดับหัวหน้าหน่วยงาน ซึ่งเป็นลูกน้องใกล้ชิดของฝ่ายการเมืองอยู่ดี

จรัส เสนอว่า ส่วนสำคัญที่ต้องถูกปฏิรูปก็คือช่องว่างการมีส่วนร่วมของประชาชน การทำหน้าที่ของข้าราชการ และการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองจะต้องถูกกำหนดให้ชัดมากขึ้น และต้องกระจายอำนาจที่ถูกรวมศูนย์ผ่านนักการเมืองลงไปยังข้าราชการให้ตัดสินใจได้อิสระมากขึ้น ไม่ใช่ต้องคอยพินอบพิเทาทุกเรื่อง แต่จะต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองสามารถบังคับใช้นโยบาย และใช้อำนาจในการจัดการได้บ้าง มิเช่นนั้นข้าราชการก็จะเช้าชามเย็นชาม

“ถ้าอำนาจการเมืองเป็นอย่างนี้ก็เปลี่ยนอะไรได้ยาก เพราะทุกวันนี้การเมืองระดับชาติ เป็นผู้กำหนดแนวทางทั้งหมดของข้าราชการ เดิมพันผลประโยชน์ต่างๆ มากมาย” จรัส กล่าว

จรัส เสนอด้วยว่า วิธีการสร้างสมดุลระหว่างอำนาจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำเริ่มต้นได้ไม่ยากด้วยการสร้างกลไกองค์กรอิสระที่เป็นกลาง ไม่ขึ้นกับการเมืองและคอยเป็นกันชนระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำให้เป็นช่องทางร้องเรียน และสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมได้

“ไม่ต่างกับหน่วยงานของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ที่มีหลักคิดแบบเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติ ทั้ง 2 หน่วยงานกลับน่าผิดหวังมากในการจัดการปัญหาภายในหน่วยงานราชการ เพราะกฎหมายและระบบยังไม่สามารถจัดการได้ดีพอ

เช่น การจัดการปัญหาของนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ที่ถูกย้ายข้ามไปมาอย่างไม่เป็นธรรม และร้องเรียนผ่านกลไกของรัฐทั้ง 2 หน่วยงาน แต่ท้ายที่สุดก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะอำนาจการตัดสินใจหลักต้องผ่านกระทรวงต้นสังกัด” นักวิชาการจุฬาฯ ระบุ

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่