posttoday
ทุกพรรคพร่องวิสัยทัศน์แก้ปมเยาวชน

ทุกพรรคพร่องวิสัยทัศน์แก้ปมเยาวชน

27 มิถุนายน 2554

สัดส่วน 42% ของประชากรทั้งประเทศ เป็นเด็กและเยาวชนหรือกลุ่มคนที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี

สัดส่วน 42% ของประชากรทั้งประเทศ เป็นเด็กและเยาวชนหรือกลุ่มคนที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี

ซึ่งหมายความว่ามีประชากรกลุ่มนี้เกือบ 28 ล้านคน แต่คนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการวางโครงสร้างการจัดการให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมไอซีทีที่เปลี่ยนทุกวินาที ทั้งนี้ นโยบายด้านนี้ของแต่ละพรรคที่ระบุแนวทางในการเข้ามาดูแลคนกลุ่มนี้พบว่ายังเป็นเพียงนโยบายกว้างๆ

พรรคเพื่อไทย มีนโยบายแจกแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ให้เด็กนักเรียน พร้อมสัญญาณไวไฟให้สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้ในที่สาธารณะ และระบุว่า คือการเปิดโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จะสร้างศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ทุกจังหวัดให้ครอบครัวและเยาวชนเรียนรู้ได้จาก “ห้องสมุดมีชีวิต” สร้างฐานความรู้ที่ทันสมัยในทุกด้าน โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ที่ทันสมัย พัฒนาองค์ประกอบของการเรียนรู้

ทุกพรรคพร่องวิสัยทัศน์แก้ปมเยาวชน

พรรคประชาธิปัตย์ มีแนวทางที่จะเพิ่มศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านและที่ทำงาน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ให้สามารถดูแลเด็กเล็กได้ตามหลักวิชา จัดวัดไอคิวของเด็กเล็กและบันทึก พร้อมกับวัดการพัฒนาทุก 6 เดือน

พรรครักษ์สันติ กำหนดว่า จะส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้คู่คุณธรรมและจริยธรรม โดยยกระดับครู นักเรียน สถานศึกษา และหลักสูตร ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดที่ดีและสร้างสรรค์ ให้โรงเรียนทั้งประเทศมีอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องอำนวยความสะดวกเพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน

พรรคกิจสังคม จะใช้การศึกษาและศาสนาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคม ตามหลักธรรมคำสั่งสอนของแต่ละศาสนา โดยจะเพิ่มเติมหลักศาสนาเข้าไปในหลักสูตรพื้นฐานบังคับ สร้างศูนย์ความรู้ ที่ให้ความรู้แก่ผู้ใช้บริการโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทางที่ผิด

พรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่า จะพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ด้วยการศึกษาที่เหมาะสม สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากความรู้สมัยใหม่และสนับสนุนให้ท้องถิ่นทุกระดับมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ สืบสานขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ

อิทธิพล ปรีติประสงค์ นักวิจัยจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากมองนโยบายทั้งหมดจะพบว่าแนวทางที่แต่ละพรรคหยิบยกขึ้นเพื่อวางมาตรการในการพัฒนาเด็กและเยาวชนนั้น แต่ละนโยบายยังมีความฉาบฉวยขาดรายละเอียดที่เป็นการกำหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจน เล็งเห็นความสำคัญของคนกลุ่มนี้ด้วยแผนที่ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ยังมีเฉพาะเป้าหมายที่เน้นการสร้างความนิยมในเชิงปริมาณ และตอบสนองต่อทุนนิยมเป็นหลัก

“ที่ผ่านมาพบว่าปัญหาของเด็กและเยาวชนหลายเรื่องเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะปัญหาที่ผูกโยงอยู่กับเครือข่ายไอซีที แต่สิ่งที่นักการเมืองซึ่งจะเข้ามาจัดการและหามาตรการดูแลเรื่องนี้ หลังจากที่มีโอกาสในการบริหารงาน มักจะวนเวียนอยู่กับการปราบปรามเท่านั้น สังคมเด็กนั้นมีเกือบ 30 ล้านคน เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการผู้ที่มีมุมมองชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้จะมีชีวิตอยู่กับสื่อใหม่สารพัดรูปแบบได้อย่างไร ด้วยความรู้ทันและสร้างสรรค์” อิทธิพล กล่าว

นักวิจัยด้านเด็กกล่าวอีกว่า สังคมไอซีทีมีวัฒนธรรมและการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วนั้น เป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าจะหลบเลี่ยงเรื่องการวางแนวทางสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้กลายเป็น “จิตวิญญาณประชาชาติ” ซึ่งเป็นภาระและหน้าที่สำคัญในการปฏิรูปแนวคิดเรื่องนี้

“มีงานวิจัยที่ระบุชัดว่าแนวคิดเรื่องดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริงจากวิธีการที่เรียกว่า การร่วมทุนทางสังคม โดยกลไกของรัฐที่สร้างขึ้นให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญด้านการหนุน สนับสนุนอย่างเป็นระบบจากฝ่ายที่เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก โดยทำงานสอดประสานกัน มีแนวทางการบริหารจัดการ การขยายผลจากการสร้างสรรค์ของเยาวชนอย่างเป็นระบบ วางแผนและระบุชัดถึงแนวทางพัฒนาเยาวชน ผู้ใช้เครื่องมือไอซีทีอย่างชัดเจน” อิทธิพล กล่าว

อิทธิพล ระบุอีกว่า หากจะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีประสิทธิภาพ รัฐต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ปักธงเรื่องคุณสมบัติของเด็กไทยในศตวรรษนี้ว่าเป็นอย่างไร ขณะที่การทำงานต้องมุ่งไปที่การพัฒนา ที่มีตัวชี้วัดที่ความรู้ ความสามารถ ทักษะด้านต่างๆ ของเด็กและเยาวชน ให้มีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน มากกว่าเพียงกำหนดผลลัพธ์เชิงปริมาณ

นอกจากนี้ การพัฒนาเด็กและเยาวชนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและทั่วถึง ข้ามพ้นความแตกต่างด้านต่างๆ อย่างรอบด้าน โดยต้องสานต่อแนวปฏิบัติเชิงนโยบาย สร้างความต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนแม่บทในการทำงานจากภาคส่วนต่างๆ ที่มีอยู่

อิทธิพล ทิ้งท้ายว่า หากนโยบายมีแนวทางตามทิศทางที่กล่าวมา ก็จะสะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองมีความจริงใจและสนใจในการทำงานด้านการพัฒนาเด็กมากน้อยแค่ไหน โดยต้องคิดให้มาก และทำให้จริง

 

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” เผย ไม่ทิ้งรถยนต์สันดาป หนุน SME อยู่ในระบบซัพพลายเชน

“วราวุธ” เผย ไม่ทิ้งรถยนต์สันดาป หนุน SME อยู่ในระบบซัพพลายเชน