
เอกชนเตรียมแผนรับมือเศรษฐกิจหดจากวิกฤตการเมือง
ขึ้นเดือน ก.ค. ซึ่งเริ่มเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2554 มีเหตุการณ์สำคัญ คือ การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.
ขึ้นเดือน ก.ค. ซึ่งเริ่มเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2554 มีเหตุการณ์สำคัญ คือ การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนของภาวะเศรษฐกิจไทย ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 35% แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็เตรียมที่จะทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยนำเอาปัจจัยการเมืองเข้ามาเป็นส่วนในการพิจารณาด้วย นอกเหนือจากให้ความสำคัญแต่ปัจจัยต่างประเทศที่จะมีผลต่อการส่งออก การท่องเที่ยว เงินไหลเข้าออก และค่าเงินบาท
แต่ก่อนที่สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจในประเทศจะทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจ โบรกเกอร์ต่างชาติได้นำเอาปัญหาการเมืองเข้าไปใส่ในน้ำหนักของการลงทุนแล้ว ทำให้เกิดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย จนมียอดขายสุทธิสะสมในเดือน มิ.ย. ณ วันที่ 24 มิ.ย. เป็นเงิน 27,626 ล้านบาท เกิดจากความกังวลเรื่องประเด็นทางการเมือง เพราะไม่แน่ใจว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร จึงขอนำเงินออกไปรอดูสถานการณ์ก่อน การไหลออกของเงินเห็นได้ชัดเจนที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย มองว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้น่าจะไปได้ดี ความวุ่นวายน่าจะมีน้อย การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองและเสียงส่วนใหญ่คงไม่มีใครปล่อยให้ประเทศไทยแย่ไปกว่านี้
อย่างไรก็ดี หากผลการเลือกตั้งออกมา และมีการตั้งรัฐบาล แต่มีการประท้วงจนเกิดความรุนแรง ในกรณีที่เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนเมื่อสองปีที่แล้ว ทางด้านเอกชนก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้ เพราะได้ประสบการณ์มาจากครั้งที่แล้ว หากความวุ่นวายขยายวงกว้างจนทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ทางเอกชนก็คงจะต้องระมัดระวังในการขยายงาน
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับธนาคารกรุงไทยเอง ก็ได้มีแผนสำรองไว้สำหรับรองรับสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หากเกิดขึ้นจริงก็อาจจะต้องใช้วิธีการชะลอการขยายงาน จะถอยอย่างไรก็จะต้องดูสถานการณ์อีกครั้งเพื่อความรอบคอบ
นอกจากนี้ ทางธนาคารก็ได้ให้ความรู้และแนะนำลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบมากหากเกิดวิกฤตการเมืองอีกครั้ง หากลูกค้าแย่ธนาคารก็ลำบาก เพราะจำนวนหนี้เสียอาจจะสูงขึ้น จึงต้องวางแผนรับมือล่วงหน้า และเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะทำเหมือนกัน คือ ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า จะพิจารณาทบทวนตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้วันที่ 29 มิ.ย.นี้ เนื่องจากในช่วงครึ่งหลังของปีมีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมาก มีข่าวดีน้อยกว่าข่าวร้าย ทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลง จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 4-5% หรือเฉลี่ย 4.5%
ทั้งนี้ ปัจจัยลบในต่างประเทศที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจโลกลง หลังจากธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินของประเทศกรีซ ที่ประเทศเจ้าหนี้ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เห็นว่าอาจจะมีปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ส่วนในภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ก็ยังมีความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศก็จะมาจากการเลือกตั้งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า หลังการเลือกตั้งแล้วจะเกิดการปรองดองขึ้นในประเทศหรือไม่ หากยังซ้ำรอยเดิม ก็จะเกิดผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่น ต่างชาติอาจจะลดการลงทุนในไทย ก็ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ
ไม่เพียงกระทรวงการคลังที่มีความกังวล ธปท.เองก็กังวล เพราะหากเกิดเงินไหลออกจากประเทศซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จะส่งผลให้ค่าเงินบาทค่อนไปในทางอ่อนตัวลง และเงินทุนจะไหลเข้าและไหลออกอย่างรวดเร็วกว่าปกติ ค่าเงินที่ผันผวนจะทำให้การบริหารเงินทำได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง แม้จะส่งผลดีต่อการส่งออก แต่ก็จะทำให้ราคาน้ำมันอาจจะสูงขึ้นได้ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ก็จะส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้น และส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อโดยรวมในที่สุด
กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย มองว่า หากเกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศเหมือนในอดีต การที่เงินไหลออกนั้นจะยังไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง แต่จะไปส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินของประเทศในปีหน้า ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องลดลง มีผลต่ออัตราดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์อาจจะแข่งกันขึ้นดอกเบี้ย หากสินเชื่อยังขยายตัวได้
“เชื่อว่าการที่ต่างชาติชะลอการลงทุน และนำเงินออกจากประเทศไทยนั้น จะเป็นช่วงสั้นๆ หลังเลือกตั้งแล้วสถานการณ์ปกติ เงินก็จะไหลกลับเข้ามา เพราะไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน อีกทั้งพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของไทยยังไม่เปลี่ยน การส่งออกก็ยังดี การบริโภคในประเทศก็ยังมีการขยายตัวดี” นายอภิศักดิ์ กล่าว
สิ่งที่นายแบงก์มองไม่ต่างจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกเท่าไหร่ น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า ปัญหาและข้อวิตกทางด้านการเมืองที่หลายฝ่ายกังวลนั้นน่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นเท่านั้น เพราะถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้วสถานการณ์ต่างๆ น่าจะชัดเจนขึ้น
ธนาคารโลกยังมองว่าไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอยู่อันดับที่ 19 ของประเทศในโลกที่น่าลงทุน จึงยังเป็นประเทศที่น่าเข้ามาทำธุรกิจ ซึ่งจะประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ ส่วนปัจจุบันคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเติบโตที่ระดับ 3.7%
แม้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกกับครึ่งปีหลังจะต่างกันราวหนังคนละม้วน แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดวิกฤตการเมืองหรือไม่ แต่การมองไปทางร้าย ทำให้ภาคเอกชนเองมีแผนรับมือและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจได้ดีกว่าที่จะมองไปในทางดีเพียงด้านเดียว จากนี้อีกไม่นานก็จะรู้ว่าสิ่งที่นักธุรกิจและต่างชาติกลัวจะเกิดขึ้นหรือไม่







